ในกรณีที่ทำการฝังสีหลังเวลาเที่ยงวันและลูกค้าไม่มีเวลามากพอในการทำความสะอาดผิวซ้ำๆ 3-5 ครั้งแล้ว อย่างน้อยก่อนที่ทำการเข้านอนและหลังจากที่ลูกค้าทำการล้างคิ้วของเค้าเป็นครั้งสุดท้าย ควรแนะนำให้ลูกค้าทาครีมตามคำแนะนำ จากนั้นลูกค้าต้องทำการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันฝุ่นละอองซับในส่วนที่ทำการสักแล้วทิ้งไว้ตลอดคืน
ภายหลังจากการทำการสักเป็นระยะเวลาหกวันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำการล้างส่วนที่ทำการฝังสีแล้ว เนื่องจากจะไม่มีน้ำเหลืองหลงเหลืออยู่ อย่างไรก็ตามก็จำเป็นที่จะต้องทำการทาครีมบำรุง 3-5 ครั้งทุกวัน และบริเวณคิ้วนั้นต้องแห้งอยู่เสมอในระหว่างการล้างหน้าและอาบน้ำ
ในกรณีที่ลูกค้ามีผิวมัน ควรทำความสะอาดและทาครีมเพียงวันแรกเท่านั้น และลูกค้านั้นไม่ควรทาครีมบำรุงใดๆ ในวันต่อๆ ไป
เนื่องจากความจริงที่ว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวนั้นจะป้องกันไม่ให้สีติดคงทน มันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผิวจะต้องมีการฟื้นฟูเป็นอย่างดี ซึ่งการที่จะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการนั้นลูกค้าจำเป็นที่จะต้องใช้งานเจลป้องกันแผลเป็นทั้งสิ้นเจ็ดวันหลังจากทำการฝังสี ทรีทเม้นท์คิ้ว ซึ่งวิธีการใช้งานเจลนี้จะอยู่บนผลิตภัณฑ์
ระหว่าง 7 วันแรกที่ทำการฝังสี ทรีทเม้นท์คิ้ว ให้ระวังเกี่ยวกับการใช้ครีมต่างๆ ยกเว้นครีมเพื่อการป้องกัน และไม่ควรทำการเมคอัพบริเวณคิ้ว รวมถึงระมัดระวังเกี่ยวกับการออกกำลังกายต่างๆ ซึ่งทำให้มีเหงื่อออกมากเกินไป การซาวน่า การนวดหน้า
โดยลูกค้าต้องระวังการทำเลเซอร์บริเวณที่ทำการสักมาระหว่างช่วงฟื้นฟูผิว ซึ่งอาจส่งผลให้มีการทำลายเม็ดสีและเกิดแผลอักเสบ
![]() | ![]() |
![]() | ![]() |




สีที่ฝังนั้นจะติดกับเซลล์ผิวโดยตรงจนกว่าเซลล์จะถูกสร้างใหม่ โดยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ผิวหน้าที่สีติดไม่ดี
ตามทฤษฎีแล้วการทำคิ้วลายเส้นสามารถอยู่ได้ 3-5 ปีแต่ผลกระทบขององค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้สีสามารถติดได้เพียงแค่ 1 ปี
ปกติแล้วผิวหนังของคนเรา ทุก 28 วันจะมีการผลัดเซลล์1 ครั้ง หมายความว่า จะมีหลุดหลอกของเซล์ออกไป แต่เมื่อ เราอายุมากขึ้น ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป การทำงานของ คอลลาเจน และ อีลาสตินก็จะน้อยลง ทำให้การหลุดลอกของเซล์ก็จะช้าลงไปด้วย เช่น เลื่อนเป็น 30 วัน 40 วัน บางคน ใช้เวลาถึง 60 วันเลยทีเดียว ทำให้เวลาที่เหมาะสม สำหรับการเติมคิ้ว อีกครั้งนึง อย่างน้อยต้อง 1 เดือนไปแล้ว
ระบบนี้ได้แก่ การป้องกันตัวเองแบบไม่จำกัด เพื่อต่อต้านจุลินทรีย์ที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งได้แก่ ปัจจัยทางกล (mechanical factors) ปัจจัยทางเคมี (chemical factors) สารต้านจุลินทรีย์ (antimicrobial substances) เม็ดเลือดขาวที่เป็นตัวกลืนกิน (phagocytes) การมีไข้ และการอักเสบ ปัจจัยทางกลได้แก่ ผิวหนังและสิ่งขับออกของผิวหนัง และอวัยวะที่เกิดจากการเปลี่ยนไปเป็นส่วนปกคลุมของผิวหนังชั้นอีพิเดอร์มิส (modified epidermal covering) เช่น ขน เกือก กีบ เขา หรือแคลลัส(calluses) เป็นต้น หรือส่วนอื่น ๆ เช่น เยื่อเมือกถูกปกคลุมด้วยน้ำเมือกในระบบหายใจ หรือระบบย่อยอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้เหงื่อ น้ำตา น้ำลาย ของเหลวในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการรวมกันระหว่างน้ำย่อยกับกรดเกลือ (gastric juice) และน้ำปัสสาวะ สิ่งเหล่านี้สามารถเจือจาง ชะล้าง และทำลายจุลินทรีย์และสารพิษได้ ปัจจัยทางเคมีและสารที่ต้านจุลินทรีย์ ได้แก่ กรดเกลือในกระเพาะอาหาร และไลโซไซม์ในสิ่งขับออกของร่างกายหลายชนิด เช่น ในน้ำลายเป็นต้น หรืออินเตอร์เฟียรอน (interferon) และคอมพลีเมนท์ (complement) เป็นตัวป้องกันเซลล์ของร่างกายจากการเข้าทำลายของจุลินทรีย์ เป็นต้น การมีไข้สามารถยับยั้งจุลินทรีย์ที่ไวต่ออุณหภูมิได้ และยังกระตุ้นกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกายด้วย นอกจากนี้การอักเสบเฉพาะแห่งสามารถจำกัดการติดเชื้อให้อยู่ในวงจำกัดได้ และทำลายสารที่เป็นอันตรายได้
ระบบนี้ถูกเรียกว่า ระบบเรติคิโลเอนโดทีเลียม ( อาร์อีเอส ; RES) หรือ ระบบโมโนนิวเคลียร์ ฟาโกไซท์ (mononuclear phagocyte system) เป็นเครือข่ายของแมกโครฟาจ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำลายเม็ดเลือดแดง เนื้อเยื่อที่ตายแล้วของร่างกาย และทำลายจุลินทรีย์ที่แปลกปลอม ซึ่งได้แก่ แบคทีเรีย และปรสิตเป็นต้นหน้าที่ของแมกโครฟาจคือการกลืนกินสิ่งแปลกปลอม แมกโครฟาจมีต้นกำเนิดจากสเต็มเซลล์ (stem cells) ในไขกระดูกที่มีพัฒนาการหลายขั้นตอน และส่วนหนึ่งจะมีการพัฒนามาจากเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซท์ ในกรณีนี้จะเกิดได้มากเมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอม หรือจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรค และปรสิต (รูปที่ 1)

รูปที่1 รูปจำลองจากคอมพิวเตอร์ของแมกโครฟาจเข้าโจมตีเซลล์มะเร็ง
M, macrophage: CC, cancer cell: R, red blood cell
ที่มา ; ดัดแปลงจาก http://www.sciencephoto.com/media/
ระบบนี้เป็นระบบที่ต่อต้านแอนตีเจน (antigent) ซึ่งจะเป็นระบบที่มีความเฉพาะ เจาะจง (specific immunity) ระบบนี้แยกเป็นหลายชนิดดังนี้ (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 แผนผังแสดงรูปแบบของภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ที่มา ; Martiny (2006)
เป็นภูมิคุ้มกันที่มีมาโดยกำเนิด ในสัตว์ทั่วไปจึงมีความต้านทานโรคโดยธรรมชาติหลาย ๆ โรค ถ้าสัตว์อยู่ในสภาวะปรกติ ทั้ง ๆ ที่สภาวะแวดล้อมทั่วไปมีจุลินทรีย์มากมายที่ร่างกายสัตว์รับเข้าไป ตัวอย่างในกรณีนี้ เช่น ภูมิคุ้มกันเฉพาะชนิดของสัตว์ (specy immunity) ซึ่งภูมิคุมิกันในสัตว์ต่างชนิดกันมีไม่เหมือนกัน เช่น ไก่ไม่เป็นโรคบาดทะยัก คนไม่เป็นโรคอหิวาต์สุกร ยกเว้นเชื้อโรคบางโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ (zoonosis) เช่น วัณโรคในโค ไข้หวัดนก และเยื่อหุมสมองอักเสบในสุกร เป็นต้น
เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นภายหลังจากเกิด แยกเป็น 2 กรณี
เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง เนื่องจากการตอบสนองต่อแอนติเจน จึงมีการสร้างแอนตีบอดีขึ้นมา แอนตีบอดีหรือภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมาอาจเกิดจากการติดเชื้อโรคบางอย่างโดยธรรมชาติ (natural active acquire immunity) เช่น สุนัขถ้าได้รับเชื้อไข้หัดสุนัข (canine distemper) จะสร้างภูมิคุ้มกันโรคนี้ถ้าสุนัขหายจากโรคจะมีภูมิคุ้มกันโรคนี้ตลอดไป หรืออีกกรณีหนึ่งอาจเกิดจากการกระตุ้นโดยการรับแอนตีเจนที่เฉพาะเจาะจงและมีการควบคุมการเข้าสู่ร่างกาย (induce active acquire immunity) เช่น การรับวัคซีนป้องกันโรค (vaccination) แล้วร่างกายจะตอบสนองโดยการสร้างภูมิกันต่อโรคนั้น ๆ ขึ้นมา ภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นให้ร่างกายสร้างขึ้นนี้แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ ภูมิคุ้มกันชนิดเซลล์แอกไควร์ (cellular acquire immunity) หรือเซลล์ มีเดียท (cell mediated immunity) และชนิดภูมิคุ้มกันฮิวโมรอล (humoral acquire immunity) ซึ่งเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับเลือดที่เกิดจากการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดที ลิมโฟไซท์หรือที เซลล์ ชนิดบี ลิมโฟไซท์ และแมกโครฟาจให้มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้น
เกิดขึ้นเมื่อที ลิมโฟไซท์ (เป็นลิมโฟไซท์ที่สร้างจากสเต็ม เซลล์ในไขกระดูกและไปมีพัฒนาการในต่อมไทมัส ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปสะสมตัวในเนื้อเยื่อน้ำเหลือง) ที่มาจากต่อมไทมัสถูกกระตุ้นโดยแอนตีเจน เมื่อที ลิมโฟไซท์ถูกกระตุ้นโดยแอนตีเจนที่เฉพาะเจาะจง จะเกิดการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เพื่อต่อต้านแอนตีเจนดังกล่าว ที เซลล์จะไม่รู้จักหรือมีปฏิกิริยากับแอนตีเจนอิสระที่อยู่ในเลือด แต่จะรู้จักกับแอนตีเจนที่ผิวหน้าของเซลล์ ทั้งแอนตีเจนที่เข้าทำลายเซลล์ เช่น การติดไวรัส และเซลล์ที่ถูกกลืนกินโดยแมกโครฟาจ ชิ้นส่วนของแอนตีเจนดังกล่าวจะปรากฏที่ผิวหน้าของเซลล์ และมีปฏิกิริยากับที เซลล์อาจตอบสนองโดยตรงมาที่เซลล์ที่ถูกทำลาย หรืออาจสร้างสารลิมโฟไคเนส (lymphokines) ที่เป็นสารเพิ่มกำลัง และทำงานร่วมกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ลิมโฟไคเนสสามารถกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของที เซลล์ที่ไวต่อการกระตุ้น และบี เซลล์ที่มีความเฉพาะเจาะจง และพัฒนาไปเป็นพลาสมา เซลล์ นอกจากนี้ลิมโฟไคเนสยังสามารถกระตุ้นแมกโครฟาจ ให้เคลื่อนย้ายและเพิ่มจำนวนในบริเวณที่มีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบ ที เซลล์จะถูกกระตุ้นให้สร้างออกมามาก ในกรณีของแอนตีเจนที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น เชื้อรา แบคทีเรียในสกุลบาซิลลัส (Bacillus spp.) บางชนิด แบคทีเรียในตระกูลบรูเซลลา (Brucella spp.) เซลล์มะเร็ง อวัยวะที่มีการปลูกถ่ายให้ร่างกาย หรือเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV) ในคนเป็นต้น ปรกติที เซลล์จะมีความเฉพาะเจาะจงกับแอนตีเจน จึงมีแอนตีเจนน้อยมาก (อาจเป็นหนึ่งในพัน) ที่สามารถกระตุ้นให้ที เซลล์สร้างออกมาเป็นกล่มใหญ่และรู้จักกับแอนตีเจนหลายชนิด เนื่อง จากในกลุ่มของที เซลล์ดังกล่าวอาจมีชนิดย่อย (subtype) ซึ่งได้แก่
คิลเลอร์ ที เซลล์ หรือ ไซโตทอกซิก ที เซลล์ (killer T cells ; cytotoxic T cells) ทีเซลล์ชนิดนี้ จะรู้จักเซลล์เป้าหมายที่รับแอนตีเจนที่เฉพาะเจาะจง ที เซลล์จะจับกับเซลล์เป้าหมายและสร้างช่องว่างหรือกระทำต่อเยื่อหุ้มเซลล์เป้าหมายทำให้เซลล์แตกออกในที่สุด กระบวนการทำงานแบบนี้พบในการทำลายเซลล์มะเร็งของร่างกาย และทำลายเซลล์ของร่างกายที่ติดเชื้อไวรัส (รูปที่ 3)

รูปที่ 3 รูปจากกล้องจุลทรรศน์อีเล็กตรอนแบบสแกนของคิลเลอร์ ที เซลล์ที่กำลังเข้าทำลายเซลล์มะเร็ง
ที่มา : http://www.sciencephoto.com/media/254388/enlarge
ซัพเพรสเซอร์ ที เซลล์ (suppressor T cells) จะยับยั้งการสร้างแอนตีบอดีของพลาสมา เซลล์ และยับยั้งการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันหลายสัปดาห์ ภายหลังถูกกระตุ้นโดยแอนตีเจน
เฮลเปอร์ ที เซลล์ (helper T cell) ขยายการสร้างภูมิคุ้มกันที่สร้างโดยบี เซลล์ และสร้างสารชื่ออินเตอร์คูลิน 2 (interculin 2) ซึ่งกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของคิลเลอร์ ที เซลล์
เมมโมรี ที เซลล์ (memory T cells) เป็นที เซลล์ที่รู้จักและจำแอนตีเจนต้นกำเนิดที่เข้ามาทำลายร่างกายในภายหลังอีก ที เซลล์ชนิดนี้เมื่อถูกกระตุ้นจะสร้างภูมิคุ้มกันได้รวดเร็ว
นอร์มอล คิลเลอร์ เซลล์ หรือ เอ็นเค เซลล์ เซลล์ชนิดนี้ปรกติทำงานได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยการกระตุ้นจากแอนตีเจน หรือลิมโฟไซท์ เซลล์ชนิดนี้จะทำลายแอนตีเจนหลายชนิด ได้แก่ เซลล์มะเร็ง ไวรัส และจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้เอ็น เค เซลล์ยังสามารถสร้างอินเตอร์เฟียรอนที่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ด้วย (รูปที่ 4)

รูปที่ 4 นอร์มอล คิลเลอร์ เซลล์ เข้าโจมตีเซลล์เนื้องอก
ที่มา ; http://www.georg-speyer-haus.de/agkoch/research/fig1.htm
ดีเลย์ ไฮเปอร์เซนซิติวิตี ที เซลล์ (delayed hypersensitivity T cells) เซลล์ชนิดนี้จะสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการแพ้ของร่างกาย
เป็นภูมิคุ้มกันที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ร่างกายไม่ได้ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นเองอาจเป็นการรับภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติตัวอย่างของกรณีนี้ได้แก่ กรณีที่ลูกรับภูมิคุ้มกันบางอย่างจากแม่โดยธรรมชาติ (natural passive aquire immunity) เช่น ถ้าแม่สุกรมีภูมิคุ้มกันโรคอหิวาต์สุกรอยู่เมื่อลูกคลอดออกมาจะมีภูมิคุ้มกันโรคดังกล่าวอยู่ระยะหนึ่ง (ประมาณ 4-6 สัปดาห์) หรือในกรณีของเชื้อไมโคพลาสมาในสุกรก็เช่นเดียวกัน หรืออีกกรณีหนึ่งเป็นการรับภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจงเข้าร่างกายโดยตรง โดยการฉีด (induce passiveaquire immunity) เช่น การฉีดแอนตีซีรัม หรือแอนตีบอดีที่ต่อต้านโรคไวรัสพิษสุนัขบ้าให้สัตว์หรือคนที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคนี้กัด หรือการฉีดแอนตีทอกซิน (antitoxin) ให้สัตว์เพื่อต่อต้านเชื้อบาดทะยักในสัตว์ที่รับเชื้อนี้ โดยทางบาดแผล เป็นต้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจงนี้เกิดจากการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดที ลิมโฟไซท์ หรือที เซลล์ (T lymphocyte ; T cell) ชนิดบี (B lymphocyte) และแมกโครฟาจให้มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นปรกติแล้วลิมโฟไซท์สามารถเปลี่ยนรูปแบบของตัวเองไปเป็นลิมโฟไซท์ได้มากมายนับร้อยชนิดที่ไวต่อการกระตุ้น เพื่อตอบสนองต่อแอนตีเจนที่มีความเฉพาะเจาะจง โดยการสร้างสารอินเตอร์ลูคิน1 (interleu-kin 1) ไปทำลายแอนตีเจนจากจุลินทรีย์บางชนิด เช่น แบคทีเรีย เป็นต้น
แอนตีบอดีแยกเป็นหลายชนิด ได้แก่ ไอจีเอ (immunoglobulin A ; IgA) ไอจีดี (IgD) ไอจีอี (IgE) ไอจีจี (IgG) และไอจีเอ็ม (IgM) การแยกชนิดของแอนตีบอดีนั้นจะอาศัยโครงสร้างทางเคมี และองค์ประกอบอื่น ๆ ในการทำปฏิกิริยากับแอนตีเจนนั้น ๆ เป็นตัวแยก ประมาณสามในสี่ส่วนของแอนตีบอดีทั้งหมดเป็นชนิดไอจีจี
การทำงานของแอนตีบอดีจะจับแอนตีเจนเป็นแอนตีเจน-แอนตีบอดี คอมเพล็กซ์ (antigen-antibody complex) และทำลายแอนตีเจนในที่สุด กระบวนการทำลายแอนตีเจนของแอนตีบอดีเกิดได้7 วิธีการดังนี้



น้ำหนักของสี หมายถึง ค่าความอ่อนแก่ หรือ ความสว่างและความมืด ของสีโดยแบ่งเป้น 2 ลักษณะคือ สีดำและสีขาว สีดำและสีขาวนั้นไม่ถือเป็นแม่สี
ค่าความเป็นสีกลาง (Neutral) หมายถึง การทำให้สีแท้ที่มีความเข้มของสีนั้นหม่นลง โดยการผสมสีตรงข้าม เรียกว่า การเบรกสี เช่น สีแดงผสมกับสีเขียว หรือผสมด้วยสีที่เป็นกลาง เช่น สีเทา สีน้ำตาลอ่อน สีครีม และขาว เพื่อลดความสดของสีแท้ลง สีกลางจะมีสองสี คือ 1. สีเทา และ 2. สีน้ำตาล
สีแดง + สีเหลือง + สีน้ำเงิน อย่างละเท่ากัน จะได้สีเทา

สีแดง + สีเหลือง + สีน้ำเงิน อย่างละไม่เท่ากัน จะได้สีน้ำตาล

สีน้ำตาล เกิดจากสีตรงข้ามกันในวงจรสีผสมกัน ในอัตราส่วนที่ไม่เท่ากัน สีน้ำตาลมีคุณสมบัติสำคัญ คือ ใช้ผสมกับสีอื่นแล้วจะทำให้สีนั้น ๆ เข้มขึ้นโดยไม่เปลี่ยนแปลงค่าสี ถ้าผสมมาก ๆ เข้าก็จะกลายเป็นสีน้ำตาล
สีเทา เกิดจากสีทุกสี ๆ สีในวงจรสีผสมกัน ในอัตราส่วนเท่ากัน สีเทา มีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ ใช้ผสมกับสีอื่น ๆ แล้วจะทำให้ มืด หม่น ใช้ในส่วนที่เป็นเงา ซึ่งมีน้ำหนักอ่อนแก่ในระดับต่าง ๆ ถ้าผสมมาก ๆ เข้าจะกลายเป็นสีเทา
Intensity หมายถึง ความเข้ม แบ่งออกเป็น
ชนิดของสีแบ่งออกเป็น

สีตรงข้าม หมายถึง สีที่อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกันในวงจรสี และมีการตัดกันอย่างเด่นชัดซึ่งจะทำให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน หากนำมาผสมกันจะได้สีกลาง ทั้งหมด (สีเทา)(สีน้ำตาล) ซึ่งมีทั้งหมด 6 คู่ได้แก่







![]() |
![]() | |
![]() |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() | |
![]() |
![]() | |
![]() |
![]() | |
![]() |
![]() | |
![]() |
![]() | |
![]() |
![]() | |
![]() | |
![]() |
โดยต้องแยกใช้งาน คือ ห้ามใช้ยาชา 2 ตัวนี้ร่วมกัน
วิธีการทายาชา : สามารถใช้ได้ 2 ตัว หรือใช้เฉพาะยาชาสำหรับแผลเป็น
ข้อดี : รูปร่างชัดเจน
ข้อเสีย : ใช้เวลานานในการวาดขอบคิ้ว ทำให้ยาชาหมดฤทธิ์ก่อนจะสัก
เตรียมความพร้อม24 ชั่วโมงก่อนสัก
เนื่องจากการสักนั้นเป็นนำวัตถุแปลกปลอม (เม็ดสี) ไว้ใต้ผิวหนัง เพราะฉะนั้นลูกค้าต้องยอมรับข้อตกลงเมื่อเกิดผลข้างเคียงที่เป็นไปได้ในส่วนของผลลัพธ์ในการสัก
