คอร์ส A มืออาชีพคิ้ว

1. สุขอนามัยในการทำงานและความปลอดภัย

1.1 โรคและสิ่งที่ต้องระวังในการสัก

  1. โรคฮีโมฟีเลีย: ต้องมีใบรับรองแพทย์ แต่จริงๆแล้วไม่ควรทำเพราะเลือดจะไหลไม่หยุด
  2. โรคเบาหวาน: ต้องมีใบรับรองแพทย์และต้องปรึกษาหมอก่อนจะสักคิ้วค่ะ
  3. โรคไวรัสตับอักเสบ A,B,C,D,E,F: โรคนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์ แต่เราจะตัดสินใจว่าจะสักให้ลูกค้าหรือไม่ เพราะว่าแบคทีเรียอยู่ในคราบเลือดได้7 วัน ทำให้เกิดการติดเชื้อง่าย ต้องมั่นใจตัวเองด้วยว่าจะไม่ติดเชื้อถ้ารับสัก
  4. HIV: ต้องมีใบรับรองแพทย์และเราจะตัดสินใจว่าจะรับสักหรือไม่เพราะติดเชื้อได้ง่าย
  5. โรคกามโรค: ต้องมีใบรับรองของแพมย์และปรึกษาคุณหมอด้วยค่ะ
  6. โรค ECZEMA: ผิวหนังอักเสบ, ถ้ามีแผลบนคิ้วไม่รับสัก
  7. โรคภูมิแพ้: ต้องถามลูกค้าด้วยว่าแพ้ยาอะไรไหม ถ้าไม่มั่นใจต้องสอบถาม Master ก่อน ถ้าอยาก test ว่าผิวแผลง่ายหรือไม่เราสามารถ test บริเวณผิวหลังใบหูรวมทั้งลูกค้าต้องเซ็นต์ใบสัญญาด้วย
  8. โรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease): ต้องมีใบรับรองแพทย์เพราะสามารถติดเชื้อได้ง่าย ถ้าสักต้องแจ้งลูกค้าให้รักษาอย่างดีด้วย เช่น ล้างคิ้ว อย่าให้โดนฝุ่น ทานยาลดการบวมหลังการสัก
  9. ต้องถามเค้าด้วยว่าสิวอุดตันหรืออักเสบไหม โรคนี้จะมีผลไม่ดีต่อการสักคิ้ว
  10. ถามลูกค้าเป็นโรคอะไรที่ติดเชื้อได้ง่ายไหม
  11. โรคลมบ้าหมู: โรคนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์ถ้าตอนเด็กเคยเป็นแต่ตอนนี้ไม่เป็นแล้วต้องให้ลูกค้าเซ็นต์สัญญาด้วย ถ้าเป็นบ่อยห้ามทำ
  12. โรคหัวใจ: โรคนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์เพราะหลังการสัก เมื่อยาชาหมดฤทธิ์แล้วจะเจ็บ และจะทำให้หัวใจเต้นแรง
  13. ถามลูกค้าด้วยใช้ยาละลายลิ่มเลือดไหม: ถ้าใช้แล้วห้ามทำเพราะเลือดจะออกเยอะและไม่หยุดเลย
  14. ถามลูกค้าว่าตั้งครรภ์ไหม: ถ้าใครอยากสักต้องเซ็นต์สัญญาและไม่ใช้ยาชาด้วย
  15. ถามลูกค้าว่ากำลังกินยารักษาโรคอะไรไหม
  16. ถามลูกค้าว่าใช้เครื่องช่วยการเต้นของหัวใจไหม: ถ้าเป็นโรคนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์ด้วยและต้องปรึกษาหมอก่อน
  17. ถามลูกค้าว่ามีปัญหากับแผลเป็นไหม ถ้ามีแผลแล้วนานไหมกว่าจะหาย ถ้าเป็นแผลแล้วนานกว่าจะหาย ควรให้ลูกค้าปรึกษาหมอและต้องมีใบรับรองแพทย์ด้วย
  18. คุณใช้ยาเสพติดไหม: ติดบุหรี่ไหม, ติดเหล้าหรือเบียร์ไหม เพราะจะทำให้เลือดจางและไหลไม่หยุด โดยสาเหตุของการเลือดออกเยอะหรือออกไม่หยุดเป็นเพราะ 3 ปัญหา ดังนี้
    1. ผิวบางมาก
    2. ผิวหนังไม่เรียบเนียน
    3. มีแผลเป็น
  19. ถามลูกค้าว่าภายใน 14 วันนี้มีการผ่าตัดไหม ? หรือมีการฉายรังสีหรือทำเลเซอร์มาไหม ?
    1. ต้องมีใบรับรองแพทย์เพราะร่างกายลูกค้าตอนนี้จะอ่อนแอมาก
    2. ถ้ามีการผ่าตัดมา ยาชาจะทำให้เลือดออกไม่หยุดเวลาสัก ต้องรอหลัง 3 เดือนถึงจะได้สักค่ะ
    3. ถ้าเป็นโรคมะเร็งต้องทำการฉายรังสีก่อน ถ้าใครเพิ่งทำการฉายรังสีต้องรอหลัง 3 เดือนค่ะ
    4. ถ้าลูกค้ามีการฉีด Botox จะทำให้เวลาตึงผิวจะยาก ต้องรอ 2 อาทิตย์หรือ 1 เดือนถึงจะสักได้
    5. ถ้าลูกค้าฉีด filler ต้องรออย่างน้อย 1 เดือน เพราะการทำคิ้วลายเส้น (microblading) จะมีผลกระทบไม่ดีกับทรงคิ้วค่ะ
    6. สำหรับลูกค้าที่มีการแก้รอยสักเก่าโดยการทำเลเซอร์หรือน้ำยา ต้องรอหลัง 3 เดือนจึงจะทำได้

โรคทั้งหมดที่แจ้งนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์และลูกค้าต้องเซ็นต์ใบสัญญาด้วยค่ะ

 

1.2 สุขอนามัยสำหรับลูกค้า / Client Hygiene

ขั้นตอนแรกในกระบวนการทำงาน

  • หลังการสัก 30 นาที ลูกค้าต้องทำการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมในการทำความสะอาดผิวโดยไม่ต้องตึงผิว
  • ลูกค้าต้องทำความสะอาดจนกว่าสีหรือน้ำเหลืองจะหมดไปหรือไม่ติดบนผลิตภัณฑ์ที่ทำความสะอาดแล้ว ซึ่งการทำเช่นนี้จะส่งผลให้น้ำเหลืองที่เกิดขึ้นถูกกำจัดไปเพื่อป้องกันการตกสะเก็ดที่ไม่พึงประสงค์
  • ในการทำความสะอาดผิว ลูกค้าต้องทำการใช้ครีมตามที่กำหนดโดยขึ้นอยู่กับประเภทของผิวและวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขา
  • ต้องทำความสะอาดซ้ำ 3-5 ครั้งต่อวัน และอาจใช้งานแอพพลิเคชันที่ใช้ในการเตือนลูกค้าให้ทำความสะอาดตรงตามเวลา

ในกรณีที่ทำการฝังสีหลังเวลาเที่ยงวันและลูกค้าไม่มีเวลามากพอในการทำความสะอาดผิวซ้ำๆ 3-5 ครั้งแล้ว อย่างน้อยก่อนที่ทำการเข้านอนและหลังจากที่ลูกค้าทำการล้างคิ้วของเค้าเป็นครั้งสุดท้าย ควรแนะนำให้ลูกค้าทาครีมตามคำแนะนำ จากนั้นลูกค้าต้องทำการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันฝุ่นละอองซับในส่วนที่ทำการสักแล้วทิ้งไว้ตลอดคืน

ภายหลังจากการทำการสักเป็นระยะเวลาหกวันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำการล้างส่วนที่ทำการฝังสีแล้ว เนื่องจากจะไม่มีน้ำเหลืองหลงเหลืออยู่ อย่างไรก็ตามก็จำเป็นที่จะต้องทำการทาครีมบำรุง 3-5 ครั้งทุกวัน และบริเวณคิ้วนั้นต้องแห้งอยู่เสมอในระหว่างการล้างหน้าและอาบน้ำ

ในกรณีที่ลูกค้ามีผิวมัน ควรทำความสะอาดและทาครีมเพียงวันแรกเท่านั้น และลูกค้านั้นไม่ควรทาครีมบำรุงใดๆ ในวันต่อๆ ไป

เนื่องจากความจริงที่ว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวนั้นจะป้องกันไม่ให้สีติดคงทน มันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผิวจะต้องมีการฟื้นฟูเป็นอย่างดี ซึ่งการที่จะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการนั้นลูกค้าจำเป็นที่จะต้องใช้งานเจลป้องกันแผลเป็นทั้งสิ้นเจ็ดวันหลังจากทำการฝังสี ทรีทเม้นท์คิ้ว ซึ่งวิธีการใช้งานเจลนี้จะอยู่บนผลิตภัณฑ์

ระหว่าง 7 วันแรกที่ทำการฝังสี ทรีทเม้นท์คิ้ว ให้ระวังเกี่ยวกับการใช้ครีมต่างๆ ยกเว้นครีมเพื่อการป้องกัน และไม่ควรทำการเมคอัพบริเวณคิ้ว รวมถึงระมัดระวังเกี่ยวกับการออกกำลังกายต่างๆ ซึ่งทำให้มีเหงื่อออกมากเกินไป การซาวน่า การนวดหน้า

 ภายหลังการสักในระยะเวลา 30 วันควรงดเว้นสิ่งต่างๆ ดังนี้

  • การอาบแดด
  • การทำเลเซอร์
  • การใช้เคมีในการขัด/ลอก ต่างๆ
  • การใช้กรดผลไม้
  • การกรอผิวการใช้ครีมที่เร่งการผลัดผิว

โดยลูกค้าต้องระวังการทำเลเซอร์บริเวณที่ทำการสักมาระหว่างช่วงฟื้นฟูผิว ซึ่งอาจส่งผลให้มีการทำลายเม็ดสีและเกิดแผลอักเสบ


1.3 สุขอนามัยของอาร์ตติส / Artist Hygiene

การปฏิบัติตัว

  • เตรียมถุงมือ ผ้าปิดปาก หมวกคลุมผมให้ลูกค้า
  • ใบมีดและอุปกรณ์ที่ทุกอย่างต้องผ่านการฆ่าเชื้อ หรือใช้งาน Phibrush (ชุดอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง) ให้กับลูกค้า
  • ทำความสะอาดบนใบหน้า เน้นบริเวณคิ้วโดยใช้นํ้ายาฆ่าเชื้อโรคสำหรับหน้า
    เครื่องมือต้องสะอาด ผ่านการ Sterilized
  • ใช้นํ้ากลั่น (Sterilized Water) เพื่อทำความสะอาดสีระหว่างทำการสัก หรือสามารถใช้นํ้ากลั่นผสมกับ Green Soap ในอัตราส่วน 1 ต่อ 20 นอกจากนี้ ควรให้ลูกค้าไปล้างมือก่อนเริ่มทำการสัก หรือ ล้างเช็ดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือ สเปรย์ฆ่าเชื้ออื่นๆ
  • เปลี่ยนถุงมือเมื่อสัมผัสวัสดุอื่น ๆควรเปลี่ยนถุงมือก่อนเริ่มสักใหม่ทุกครั้ง ต้องจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์สักให้พร้อม รวมถึงจัดเก้าอี้และเตียงให้พร้อมใช้งานได้เสมอ โดยห้ามแตะหรือจับวัสดุอื่นๆที่ไม่จำเป็นในเวลาที่ทำการสัก
  • ห้ามไม่ให้ลูกค้าแตะบนใบหน้าและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของคิ้ว


ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อหลังทำงานเสร็จ

สถานที่ทำงาน / Studio

  • ใช้ถุงขยะทางการแพทย์ (ถุงสีแดง)
  • กล่องทิ้งเข็มและของมีคม
  • ติดสติกเกอร์อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสัก
  • ใช้ผ้าปูที่นอนแบบใช้แล้วทิ้ง
  • อุปกรณ์ต่างๆ ควรหุ้มด้วยบลูฟิล์ม (Universal Barrier Film)
  • เสื้อและผ้าเซ็ดต้องซักหรืออบด้วยอุณหภูมิที่สูง 90 องศาเซลเซียส
  • ผ้าเช็ดมือในห้องนํ้าห้ามใช้ร่วมกัน ห้ามปูพรมในห้องน้ำ
  • ห้ามใช้ห้องสักร่วมกับห้องทำเล็บ ควรแยกไปอีกสถานที่หนึ่ง
  • มีน้ำยา หรือสเปย์สำหรับเช็ดล้างเครื่องมือหลังการทำงาน
  • คำแนะนำ : ควรเข้ารับการอบรมเรื่องสุขอนามัยทางการแพทย์ในเมืองที่คุณอาศัยอยู่

2. กระบวนการผิวเเละชั้นผิวหนัง

3. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการทำคิ้วลายเส้น

3.1 ทฤษฎีผิว

3.2 ปัจจัยในการติดทนของสี

  • ปัจจัยในการติดทนของสีนั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 ปัจจัยดังนี้
  • ปัจจัยภายนอก
  • ปัจจัยภายใน
  • ปัจจัยส่วนบุคคล

ปัจจัยภายนอก

สีที่ฝังนั้นจะติดกับเซลล์ผิวโดยตรงจนกว่าเซลล์จะถูกสร้างใหม่ โดยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ

  • ความเร็วของการฟื้นฟูผิว
  • ผลกระทบต่อผิวหน้า: เลเซอร์ เครื่องสำอางที่มีสารเคมี
  •  ใช้แป้งพัฟ มากเกินไป
  • แผลเป็น : แผลเป็นนูนและแผลเป็นเว้า
  • แสงแดด, แสงเทียม เลเซอร์

ปัจจัยภายใน

ผิวหน้าที่สีติดไม่ดี

  • หน้ามัน
  •  หน้าแห้ง
  • ผิวสะเก็ดเงิน
  • รูขุมขนกว้าง

บริเวณที่ไม่ควรทำ

  • เส้นเลือดฝอย
  • จุดด่างดำ
  • ไฝ
  • แผลเป็นจากสิวอักเสบ

ปัจจัยส่วนบุคคล

  •  ช่างสักไม่เป็นไปตามมาตรฐาน : มีการสักที่ตื้นเกินไปบนผิว
  •  ลูกค้าดูแลไม่ถูกต้องหลังการสักคิ้ว

ตามทฤษฎีแล้วการทำคิ้วลายเส้นสามารถอยู่ได้ 3-5 ปีแต่ผลกระทบขององค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้สีสามารถติดได้เพียงแค่ 1 ปี

ปกติแล้วผิวหนังของคนเรา ทุก 28 วันจะมีการผลัดเซลล์1 ครั้ง หมายความว่า จะมีหลุดหลอกของเซล์ออกไป แต่เมื่อ เราอายุมากขึ้น ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป การทำงานของ คอลลาเจน และ อีลาสตินก็จะน้อยลง ทำให้การหลุดลอกของเซล์ก็จะช้าลงไปด้วย เช่น เลื่อนเป็น 30 วัน 40 วัน บางคน ใช้เวลาถึง 60 วันเลยทีเดียว ทำให้เวลาที่เหมาะสม สำหรับการเติมคิ้ว อีกครั้งนึง อย่างน้อยต้อง 1 เดือนไปแล้ว

4. กลไกป้องกันร่างกาย (Mechanism of Body Defense)

4.1 กลไกไม่จำเพาะเจาะจง (nonspecific body defenses)

ระบบนี้ได้แก่  การป้องกันตัวเองแบบไม่จำกัด  เพื่อต่อต้านจุลินทรีย์ที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งได้แก่   ปัจจัยทางกล (mechanical factors) ปัจจัยทางเคมี (chemical factors)   สารต้านจุลินทรีย์ (antimicrobial substances)   เม็ดเลือดขาวที่เป็นตัวกลืนกิน (phagocytes)   การมีไข้    และการอักเสบ     ปัจจัยทางกลได้แก่ ผิวหนังและสิ่งขับออกของผิวหนัง และอวัยวะที่เกิดจากการเปลี่ยนไปเป็นส่วนปกคลุมของผิวหนังชั้นอีพิเดอร์มิส (modified epidermal covering)  เช่น   ขน   เกือก  กีบ  เขา  หรือแคลลัส(calluses) เป็นต้น หรือส่วนอื่น ๆ เช่น เยื่อเมือกถูกปกคลุมด้วยน้ำเมือกในระบบหายใจ หรือระบบย่อยอาหาร เป็นต้น   นอกจากนี้เหงื่อ   น้ำตา   น้ำลาย   ของเหลวในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการรวมกันระหว่างน้ำย่อยกับกรดเกลือ (gastric juice)  และน้ำปัสสาวะ  สิ่งเหล่านี้สามารถเจือจาง  ชะล้าง   และทำลายจุลินทรีย์และสารพิษได้   ปัจจัยทางเคมีและสารที่ต้านจุลินทรีย์ ได้แก่  กรดเกลือในกระเพาะอาหาร  และไลโซไซม์ในสิ่งขับออกของร่างกายหลายชนิด เช่น ในน้ำลายเป็นต้น หรืออินเตอร์เฟียรอน (interferon) และคอมพลีเมนท์ (complement) เป็นตัวป้องกันเซลล์ของร่างกายจากการเข้าทำลายของจุลินทรีย์  เป็นต้น  การมีไข้สามารถยับยั้งจุลินทรีย์ที่ไวต่ออุณหภูมิได้   และยังกระตุ้นกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกายด้วย   นอกจากนี้การอักเสบเฉพาะแห่งสามารถจำกัดการติดเชื้อให้อยู่ในวงจำกัดได้ และทำลายสารที่เป็นอันตรายได้

 

4.2 ระบบแมกโครฟาจ (macrophage system)

ระบบนี้ถูกเรียกว่า ระบบเรติคิโลเอนโดทีเลียม ( อาร์อีเอส ; RES) หรือ ระบบโมโนนิวเคลียร์ ฟาโกไซท์ (mononuclear phagocyte system) เป็นเครือข่ายของแมกโครฟาจ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำลายเม็ดเลือดแดง   เนื้อเยื่อที่ตายแล้วของร่างกาย    และทำลายจุลินทรีย์ที่แปลกปลอม ซึ่งได้แก่ แบคทีเรีย และปรสิตเป็นต้นหน้าที่ของแมกโครฟาจคือการกลืนกินสิ่งแปลกปลอม แมกโครฟาจมีต้นกำเนิดจากสเต็มเซลล์ (stem cells)   ในไขกระดูกที่มีพัฒนาการหลายขั้นตอน   และส่วนหนึ่งจะมีการพัฒนามาจากเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซท์  ในกรณีนี้จะเกิดได้มากเมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอม  หรือจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรค และปรสิต (รูปที่ 1)

รูปที่1 รูปจำลองจากคอมพิวเตอร์ของแมกโครฟาจเข้าโจมตีเซลล์มะเร็ง

M, macrophage:  CC, cancer cell:  R, red blood cell

ที่มา ; ดัดแปลงจาก http://www.sciencephoto.com/media/

5. ภูมิคุ้มกัน (Immunity)

5.1 ภูมิคุ้มกัน (Immunity)

ระบบนี้เป็นระบบที่ต่อต้านแอนตีเจน (antigent) ซึ่งจะเป็นระบบที่มีความเฉพาะ เจาะจง (specific immunity) ระบบนี้แยกเป็นหลายชนิดดังนี้ (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 แผนผังแสดงรูปแบบของภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ที่มา ; Martiny (2006)

5.2 ภูมิคุ้มกันอินเนท (Innate Immunity)

เป็นภูมิคุ้มกันที่มีมาโดยกำเนิด ในสัตว์ทั่วไปจึงมีความต้านทานโรคโดยธรรมชาติหลาย ๆ โรค ถ้าสัตว์อยู่ในสภาวะปรกติ ทั้ง ๆ ที่สภาวะแวดล้อมทั่วไปมีจุลินทรีย์มากมายที่ร่างกายสัตว์รับเข้าไป ตัวอย่างในกรณีนี้ เช่น ภูมิคุ้มกันเฉพาะชนิดของสัตว์ (specy immunity) ซึ่งภูมิคุมิกันในสัตว์ต่างชนิดกันมีไม่เหมือนกัน เช่น ไก่ไม่เป็นโรคบาดทะยัก    คนไม่เป็นโรคอหิวาต์สุกร    ยกเว้นเชื้อโรคบางโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ (zoonosis) เช่น  วัณโรคในโค   ไข้หวัดนก  และเยื่อหุมสมองอักเสบในสุกร  เป็นต้น

 

5.3ภูมิคุ้มกันแอกไควร์ (Acquired Immunity)

เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นภายหลังจากเกิด แยกเป็น 2 กรณี

ภูมิคุ้มกันแอกทีฟ แอกไควร์ (Acquired Immunity)

เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง เนื่องจากการตอบสนองต่อแอนติเจน จึงมีการสร้างแอนตีบอดีขึ้นมา แอนตีบอดีหรือภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมาอาจเกิดจากการติดเชื้อโรคบางอย่างโดยธรรมชาติ (natural active acquire immunity)   เช่น   สุนัขถ้าได้รับเชื้อไข้หัดสุนัข (canine distemper)  จะสร้างภูมิคุ้มกันโรคนี้ถ้าสุนัขหายจากโรคจะมีภูมิคุ้มกันโรคนี้ตลอดไป  หรืออีกกรณีหนึ่งอาจเกิดจากการกระตุ้นโดยการรับแอนตีเจนที่เฉพาะเจาะจงและมีการควบคุมการเข้าสู่ร่างกาย (induce active acquire immunity) เช่น  การรับวัคซีนป้องกันโรค (vaccination) แล้วร่างกายจะตอบสนองโดยการสร้างภูมิกันต่อโรคนั้น ๆ ขึ้นมา ภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นให้ร่างกายสร้างขึ้นนี้แบ่งเป็น  2  แบบ ได้แก่ ภูมิคุ้มกันชนิดเซลล์แอกไควร์ (cellular acquire immunity) หรือเซลล์ มีเดียท (cell mediated immunity)    และชนิดภูมิคุ้มกันฮิวโมรอล (humoral acquire immunity)  ซึ่งเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับเลือดที่เกิดจากการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดที ลิมโฟไซท์หรือที เซลล์  ชนิดบี  ลิมโฟไซท์    และแมกโครฟาจให้มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้น

ภูมิคุ้มกันชนิดเซลล์ แอกไควร์

เกิดขึ้นเมื่อที ลิมโฟไซท์ (เป็นลิมโฟไซท์ที่สร้างจากสเต็ม เซลล์ในไขกระดูกและไปมีพัฒนาการในต่อมไทมัส  ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปสะสมตัวในเนื้อเยื่อน้ำเหลือง) ที่มาจากต่อมไทมัสถูกกระตุ้นโดยแอนตีเจน เมื่อที ลิมโฟไซท์ถูกกระตุ้นโดยแอนตีเจนที่เฉพาะเจาะจง จะเกิดการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เพื่อต่อต้านแอนตีเจนดังกล่าว ที เซลล์จะไม่รู้จักหรือมีปฏิกิริยากับแอนตีเจนอิสระที่อยู่ในเลือด แต่จะรู้จักกับแอนตีเจนที่ผิวหน้าของเซลล์ ทั้งแอนตีเจนที่เข้าทำลายเซลล์ เช่น การติดไวรัส และเซลล์ที่ถูกกลืนกินโดยแมกโครฟาจ    ชิ้นส่วนของแอนตีเจนดังกล่าวจะปรากฏที่ผิวหน้าของเซลล์ และมีปฏิกิริยากับที เซลล์อาจตอบสนองโดยตรงมาที่เซลล์ที่ถูกทำลาย หรืออาจสร้างสารลิมโฟไคเนส (lymphokines) ที่เป็นสารเพิ่มกำลัง  และทำงานร่วมกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ลิมโฟไคเนสสามารถกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของที เซลล์ที่ไวต่อการกระตุ้น และบี เซลล์ที่มีความเฉพาะเจาะจง และพัฒนาไปเป็นพลาสมา เซลล์ นอกจากนี้ลิมโฟไคเนสยังสามารถกระตุ้นแมกโครฟาจ ให้เคลื่อนย้ายและเพิ่มจำนวนในบริเวณที่มีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบ ที เซลล์จะถูกกระตุ้นให้สร้างออกมามาก     ในกรณีของแอนตีเจนที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง  เช่น  เชื้อรา   แบคทีเรียในสกุลบาซิลลัส (Bacillus spp.) บางชนิด แบคทีเรียในตระกูลบรูเซลลา (Brucella spp.) เซลล์มะเร็ง อวัยวะที่มีการปลูกถ่ายให้ร่างกาย หรือเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV) ในคนเป็นต้น    ปรกติที เซลล์จะมีความเฉพาะเจาะจงกับแอนตีเจน จึงมีแอนตีเจนน้อยมาก (อาจเป็นหนึ่งในพัน) ที่สามารถกระตุ้นให้ที เซลล์สร้างออกมาเป็นกล่มใหญ่และรู้จักกับแอนตีเจนหลายชนิด เนื่อง จากในกลุ่มของที เซลล์ดังกล่าวอาจมีชนิดย่อย (subtype) ซึ่งได้แก่

คิลเลอร์ ที เซลล์ หรือ ไซโตทอกซิก ที เซลล์ (killer T cells ; cytotoxic T cells) ทีเซลล์ชนิดนี้ จะรู้จักเซลล์เป้าหมายที่รับแอนตีเจนที่เฉพาะเจาะจง ที เซลล์จะจับกับเซลล์เป้าหมายและสร้างช่องว่างหรือกระทำต่อเยื่อหุ้มเซลล์เป้าหมายทำให้เซลล์แตกออกในที่สุด กระบวนการทำงานแบบนี้พบในการทำลายเซลล์มะเร็งของร่างกาย   และทำลายเซลล์ของร่างกายที่ติดเชื้อไวรัส (รูปที่ 3)

รูปที่ 3 รูปจากกล้องจุลทรรศน์อีเล็กตรอนแบบสแกนของคิลเลอร์ ที เซลล์ที่กำลังเข้าทำลายเซลล์มะเร็ง

ที่มา : http://www.sciencephoto.com/media/254388/enlarge

ซัพเพรสเซอร์ ที เซลล์ (suppressor T cells)  จะยับยั้งการสร้างแอนตีบอดีของพลาสมา เซลล์   และยับยั้งการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันหลายสัปดาห์  ภายหลังถูกกระตุ้นโดยแอนตีเจน

เฮลเปอร์ ที เซลล์ (helper T cell) ขยายการสร้างภูมิคุ้มกันที่สร้างโดยบี เซลล์ และสร้างสารชื่ออินเตอร์คูลิน 2 (interculin 2) ซึ่งกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของคิลเลอร์ ที เซลล์

เมมโมรี ที เซลล์ (memory T cells) เป็นที เซลล์ที่รู้จักและจำแอนตีเจนต้นกำเนิดที่เข้ามาทำลายร่างกายในภายหลังอีก ที เซลล์ชนิดนี้เมื่อถูกกระตุ้นจะสร้างภูมิคุ้มกันได้รวดเร็ว

นอร์มอล คิลเลอร์ เซลล์ หรือ เอ็นเค เซลล์ เซลล์ชนิดนี้ปรกติทำงานได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยการกระตุ้นจากแอนตีเจน หรือลิมโฟไซท์ เซลล์ชนิดนี้จะทำลายแอนตีเจนหลายชนิด ได้แก่ เซลล์มะเร็ง ไวรัส และจุลินทรีย์ชนิดอื่น  ๆ    นอกจากนี้เอ็น เค เซลล์ยังสามารถสร้างอินเตอร์เฟียรอนที่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ด้วย  (รูปที่ 4)

รูปที่ 4  นอร์มอล คิลเลอร์ เซลล์ เข้าโจมตีเซลล์เนื้องอก

ที่มา ; http://www.georg-speyer-haus.de/agkoch/research/fig1.htm

ดีเลย์ ไฮเปอร์เซนซิติวิตี ที เซลล์ (delayed hypersensitivity T cells)  เซลล์ชนิดนี้จะสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการแพ้ของร่างกาย

 

5.4 ภูมิคุ้มกันพาสสีฟ แอกไควร์ (Bassive Acquire Immunity)

ภูมิคุ้มกันพาสสีฟ แอกไควร์ (Bassive Acquire Immunity)


เป็นภูมิคุ้มกันที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ร่างกายไม่ได้ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นเองอาจเป็นการรับภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติตัวอย่างของกรณีนี้ได้แก่ กรณีที่ลูกรับภูมิคุ้มกันบางอย่างจากแม่โดยธรรมชาติ (natural passive aquire immunity) เช่น ถ้าแม่สุกรมีภูมิคุ้มกันโรคอหิวาต์สุกรอยู่เมื่อลูกคลอดออกมาจะมีภูมิคุ้มกันโรคดังกล่าวอยู่ระยะหนึ่ง (ประมาณ 4-6 สัปดาห์) หรือในกรณีของเชื้อไมโคพลาสมาในสุกรก็เช่นเดียวกัน  หรืออีกกรณีหนึ่งเป็นการรับภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจงเข้าร่างกายโดยตรง โดยการฉีด (induce passiveaquire immunity) เช่น การฉีดแอนตีซีรัม หรือแอนตีบอดีที่ต่อต้านโรคไวรัสพิษสุนัขบ้าให้สัตว์หรือคนที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคนี้กัด หรือการฉีดแอนตีทอกซิน (antitoxin) ให้สัตว์เพื่อต่อต้านเชื้อบาดทะยักในสัตว์ที่รับเชื้อนี้ โดยทางบาดแผล เป็นต้น

ระบบภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจงนี้เกิดจากการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดที ลิมโฟไซท์ หรือที เซลล์ (T lymphocyte ; T cell) ชนิดบี (B lymphocyte) และแมกโครฟาจให้มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นปรกติแล้วลิมโฟไซท์สามารถเปลี่ยนรูปแบบของตัวเองไปเป็นลิมโฟไซท์ได้มากมายนับร้อยชนิดที่ไวต่อการกระตุ้น เพื่อตอบสนองต่อแอนตีเจนที่มีความเฉพาะเจาะจง โดยการสร้างสารอินเตอร์ลูคิน1 (interleu-kin 1) ไปทำลายแอนตีเจนจากจุลินทรีย์บางชนิด เช่น แบคทีเรีย เป็นต้น

แอนตีบอดีแยกเป็นหลายชนิด ได้แก่ ไอจีเอ (immunoglobulin A ; IgA) ไอจีดี (IgD) ไอจีอี (IgE) ไอจีจี (IgG) และไอจีเอ็ม (IgM) การแยกชนิดของแอนตีบอดีนั้นจะอาศัยโครงสร้างทางเคมี และองค์ประกอบอื่น  ๆ  ในการทำปฏิกิริยากับแอนตีเจนนั้น  ๆ  เป็นตัวแยก ประมาณสามในสี่ส่วนของแอนตีบอดีทั้งหมดเป็นชนิดไอจีจี

การทำงานของแอนตีบอดีจะจับแอนตีเจนเป็นแอนตีเจน-แอนตีบอดี คอมเพล็กซ์ (antigen-antibody complex) และทำลายแอนตีเจนในที่สุด กระบวนการทำลายแอนตีเจนของแอนตีบอดีเกิดได้7 วิธีการดังนี้

  1. นิวตรอลไลเซชัน (neutralization) วิธีการนี้แอนตีบอดีจะขัดขวางการเข้าจับกับตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงของเซลล์ของร่างกายของไวรัสหรือสารพิษจากแบคที่เรีย ทำให้เข้าทำลายเซลล์ไม่ได้
  2. พรีซิพิเตชัน และแอกกลูติเนชัน (precipitation and agglutination) ในกรณีนี้เกิดโดยโมเลกุลของแอนตีบอดีหนึ่งโมเลกุล สามารถจับกับโมเลกุลของแอนตีเจนได้หลายตำแหน่งและหลายโมเลกุล ทำให้แอนตีเจนหมดความสามารถในการละลายและเกิดรวมกลุ่มกัน ทำให้ทำลายเซลล์ของร่างกายไม่ได้ ส่วนแอกกลูติเนชันเป็นกระบวนการที่แอนติเจนบนผิวหน้าของเซลล์แปลกปลอมหรือไวรัสรวมกลุ่มกันทำให้เกิดการตกตะกอน ทำให้เข้าทำลายเซลล์ไม่ได้
  3. การกระตุ้นของคอมพลีเมนท์ (activation of complement) เป็นวิธีที่แอนตีบอตีจับกับแอนตีเจนและมีบางส่วนของแอนตีบอดีเปลี่ยนรูปร่าง และเปิดส่วนที่จับกับคอมพลีเมนท์โปรตีนและมีการกระตุ้นระบบคอมพลีเมนท์ให้ทำลายแอนตีเจน
  4. การชอบเซลล์กลืนกิน (attraction of phagocytes) แอนตีเจนที่จับกับแอนตีบอดี จะชอบเซลล์ที่ทำหน้าที่กลืนกิน เช่น อีโอซิโนฟิล นิวโตรฟิล และแมกโครฟาจ ทำให้เซลล์หรือสิ่งแปลกปลอมถูกทำลาย
  5. ออพโซไนเซชัน (opsonization) เป็นวิธีการที่เกิดเมื่อแบคทีเรียที่มีเปลือกหุ้มหรือแคปซูล หรืออาจมีเยื่อหุ้มเซลล์ที่มีลักษณะเป็นมัน เมื่อจับกับแอนตีบอดี และคอมพลีเมนท์แล้ว ทำให้เซลล์ที่ทหน้าที่กลืนกินโอบล้อม (engulf) ได้ง่ายขึ้นกว่าเยื่อหุ้มเซลล์แบคทีเรียแบบธรรมดาทั่วไป ทำให้ง่ายต่อกระบวนการกลืนกิน
  6. การกระตุ้นการอักเสบ (stimulation of inflamation) แอนตีบอดีทำให้เกิดการอักเสบเพื่อกระตุ้นเบโซฟิลและมาสท์ เซลล์
  7. การป้องกันการเกาะตัวของแบคทีเรียและไวรัส (prevention of bacterial and viral adhesion) แอนตีบอดีจะละลายปนอยู่กับน้ำลาย น้ำเมือก และชั้นที่ปกคลุมเยื่อบุของระบบบบหายใจทำให้แอนตีเจนสัมผัสและเข้าทำลายเซลล์ของร่างกายยากขึ้น

6. ทฤษฎีสี

6.1 หลักการสี

สีขั้นที่ 1: แม่สี หรือ สีปฐมภูมิ (Primary)

 

สีขั้นที่ 2: สีทุติยภูมิ (Secondary)

 

สีขั้นที่ 3: ผสมสี เป็นน้ำตาล (Tertiary)

 

6.2 แม่สี

แม่สี คือ สีที่นำมาผสมกันแล้วทำให้เกิดสีใหม่ ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากสีเดิม แม่สีมีอยู่ 3 ชนิดคือ

  1. แม่สีของแสง เกิดจากการหักเหของแสงผ่านแท่นแก้วปริซึมมี 3 สี คือ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน อยู่ในรูปของแสงรังสี
  2. ซึ่งเป็นพลังงานชนิดเดียวที่มีสี คุณสมบัติของแสงสามารถนำมาใช้ ในการถ่ายภาพ ภาพโทรทัศน์ การจัดแสงสี ในการแสดงต่าง ๆ เป็นต้น
  3. แม่สีวัตถุธาตุ เป็นสีที่ได้มาจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์โดยกระบวนการทางเคมี มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน แม่สีวัตถุธาตุเป็นแม่สีที่นำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ในวงการศิลปะ วงการอุตสาหกรรม

6.3 น้ำหนักของสี

น้ำหนักของสี หมายถึง ค่าความอ่อนแก่ หรือ ความสว่างและความมืด ของสีโดยแบ่งเป้น 2 ลักษณะคือ สีดำและสีขาว สีดำและสีขาวนั้นไม่ถือเป็นแม่สี

  1. สีแท้ถูกทำให้อ่อนลงโดยผสมสีขาว สีขาว เพิ่มความนวลให้ดูสว่างขึ้นเรียกว่า Tint
  2. สีแท้ถูกทำให้เข้มขึ้นโดยผสมสีดำ สีดำช่วยเพิ่มความเข้มของสี เผื่อให้เกิดเงา เรียกว่า Shade

6.4 ค่าความเป็นสีกลาง

ค่าความเป็นสีกลาง (Neutral) หมายถึง การทำให้สีแท้ที่มีความเข้มของสีนั้นหม่นลง โดยการผสมสีตรงข้าม เรียกว่า การเบรกสี เช่น สีแดงผสมกับสีเขียว หรือผสมด้วยสีที่เป็นกลาง เช่น สีเทา สีน้ำตาลอ่อน สีครีม และขาว เพื่อลดความสดของสีแท้ลง  สีกลางจะมีสองสี คือ 1. สีเทา และ 2. สีน้ำตาล

 

สีแดง + สีเหลือง + สีน้ำเงิน  อย่างละเท่ากัน จะได้สีเทา

 

สีแดง + สีเหลือง + สีน้ำเงิน อย่างละไม่เท่ากัน จะได้สีน้ำตาล

6.5 คุณลักษณะของสีน้ำตาล และ สีเทา

สีน้ำตาล เกิดจากสีตรงข้ามกันในวงจรสีผสมกัน ในอัตราส่วนที่ไม่เท่ากัน สีน้ำตาลมีคุณสมบัติสำคัญ คือ ใช้ผสมกับสีอื่นแล้วจะทำให้สีนั้น ๆ เข้มขึ้นโดยไม่เปลี่ยนแปลงค่าสี ถ้าผสมมาก ๆ เข้าก็จะกลายเป็นสีน้ำตาล

สีเทา เกิดจากสีทุกสี ๆ สีในวงจรสีผสมกัน ในอัตราส่วนเท่ากัน สีเทา มีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ ใช้ผสมกับสีอื่น ๆ แล้วจะทำให้ มืด หม่น ใช้ในส่วนที่เป็นเงา ซึ่งมีน้ำหนักอ่อนแก่ในระดับต่าง ๆ ถ้าผสมมาก ๆ เข้าจะกลายเป็นสีเทา

Intensity หมายถึง ความเข้ม แบ่งออกเป็น

  • ระดับอ่อน        Light = Blonde
  • ระดับกลาง       Medium = Brown
  • ระดับเข้ม         Dark = Brunette (สีดำ)
 
Temperature หมายถึง อุณหภูมิของสี แบ่งออกเป็นระดับโทน
  • Warm      = โทนอุ่น
  • Natural   = โทนกลาง
  • Cold        = โทนเย็น

6.6 ชนิดของสี

ชนิดของสีแบ่งออกเป็น

  1. Organic เป็นสีออร์แกนิค ได้จากพืช Vegetable เช่น สีส้มจากแคร์รอต สีเขียวจากใบเตย สีม่วงจากดอกอันชัน Food ใช้กับอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น เช่นการใช้สีส้มจากแคร์รอตใช้ผสมในเค้ก
  2. Synthetic เป็นสีที่มาจาก Lab เช่น มีการคิดค้นและเอา DNA ของสีมาสกัด และแยกส่วนที่ระคายเคืองหรือส่วนที่เป็นพิษออก และจะได้สีที่สดใสและเสถียรกว่ามากขึ้น แต่จัดอยู่ในกลุ่มออร์แกนิค
  3. Inorganic เป็นสีที่ได้จากแร่ เช่น ไอรอนออกไซด์ แร่ธาตุ เหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี

6.7 สีที่อยู่ในร่างกาย

  • เมลานิน (Melanin) ผลิตจาก เมลาโนไซด์ อยู่ตรงชั้นหนังกำพร้าชั้นเล็กสุด เวลาโดนแสง เช่น แดดก็จะทำให้ร่างกายกระตุ้นเซลล์นี้ และจะทำการผลิตเมลานิน จากนั้นจึงถูกผลัดเซลล์ขึ้นมาจากชั้นล่างสุดสู่ชั้นหนังกำพร้าชั้นบนสุดเพื่อป้องกันรังสีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สิ่งที่ทำให้เมลานินแต่ละคนต่างกันคือ สภาพอากาศ ยีนส์ ขนาดของเมลาโนไซด์
  • สีผิว มาจาก เลือดเฮโมโกบิน หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ เลือดแดง เลือดไหลเวียนมีออกซิเจนซึ่งให้สีแดง หลอดเลือดดำมีคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งให้สีเป็นสีน้ำเงิน
  • เคราติน เป็นเส้นใยผิวหนังชนิดหนึ่งที่อยู่ที่บริเวณหนังกำพร้าของคนเรา  อันเดอร์โทนผิว ให้สีเป็นสีเหลือง

 

 


7. การแก้ไขสี

7.1 การแก้ไขสี

สีตรงข้าม (Complementary Colour)

สีตรงข้าม หมายถึง สีที่อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกันในวงจรสี และมีการตัดกันอย่างเด่นชัดซึ่งจะทำให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน หากนำมาผสมกันจะได้สีกลาง ทั้งหมด (สีเทา)(สีน้ำตาล) ซึ่งมีทั้งหมด 6 คู่ได้แก่

  • สีเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วง
  • สีแดง ตรงข้ามกับ สีเขียว
  • สีน้ำเงิน ตรงข้ามกับ สีส้ม
  • สีเขียวเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วงแดง
  • สีส้มแดง ตรงข้ามกับ สีเขียวน้ำเงิน
  • สีม่วงน้ำเงิน ตรงข้ามกับ สีส้มเหลือง

คอร์ส B SupremeCourse

1. สุขอนามัยในการทำงานและความปลอดภัย

1.1 โรคและสิ่งที่ต้องระวังในการสัก

  1. โรคฮีโมฟีเลีย: ต้องมีใบรับรองแพทย์ แต่จริงๆแล้วไม่ควรทำเพราะเลือดจะไหลไม่หยุด
  2. โรคเบาหวาน: ต้องมีใบรับรองแพทย์และต้องปรึกษาหมอก่อนจะสักคิ้วค่ะ
  3. โรคไวรัสตับอักเสบ A,B,C,D,E,F: โรคนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์ แต่เราจะตัดสินใจว่าจะสักให้ลูกค้าหรือไม่ เพราะว่าแบคทีเรียอยู่ในคราบเลือดได้7 วัน ทำให้เกิดการติดเชื้อง่าย ต้องมั่นใจตัวเองด้วยว่าจะไม่ติดเชื้อถ้ารับสัก
  4. HIV: ต้องมีใบรับรองแพทย์และเราจะตัดสินใจว่าจะรับสักหรือไม่เพราะติดเชื้อได้ง่าย
  5. โรคกามโรค: ต้องมีใบรับรองของแพมย์และปรึกษาคุณหมอด้วยค่ะ
  6. โรค ECZEMA: ผิวหนังอักเสบ, ถ้ามีแผลบนคิ้วไม่รับสัก
  7. โรคภูมิแพ้: ต้องถามลูกค้าด้วยว่าแพ้ยาอะไรไหม ถ้าไม่มั่นใจต้องสอบถาม Master ก่อน ถ้าอยาก test ว่าผิวแผลง่ายหรือไม่เราสามารถ test บริเวณผิวหลังใบหูรวมทั้งลูกค้าต้องเซ็นต์ใบสัญญาด้วย
  8. โรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease): ต้องมีใบรับรองแพทย์เพราะสามารถติดเชื้อได้ง่าย ถ้าสักต้องแจ้งลูกค้าให้รักษาอย่างดีด้วย เช่น ล้างคิ้ว อย่าให้โดนฝุ่น ทานยาลดการบวมหลังการสัก
  9. ต้องถามเค้าด้วยว่าสิวอุดตันหรืออักเสบไหม โรคนี้จะมีผลไม่ดีต่อการสักคิ้ว
  10. ถามลูกค้าเป็นโรคอะไรที่ติดเชื้อได้ง่ายไหม
  11. โรคลมบ้าหมู: โรคนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์ถ้าตอนเด็กเคยเป็นแต่ตอนนี้ไม่เป็นแล้วต้องให้ลูกค้าเซ็นต์สัญญาด้วย ถ้าเป็นบ่อยห้ามทำ
  12. โรคหัวใจ: โรคนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์เพราะหลังการสัก เมื่อยาชาหมดฤทธิ์แล้วจะเจ็บ และจะทำให้หัวใจเต้นแรง
  13. ถามลูกค้าด้วยใช้ยาละลายลิ่มเลือดไหม: ถ้าใช้แล้วห้ามทำเพราะเลือดจะออกเยอะและไม่หยุดเลย
  14. ถามลูกค้าว่าตั้งครรภ์ไหม: ถ้าใครอยากสักต้องเซ็นต์สัญญาและไม่ใช้ยาชาด้วย
  15. ถามลูกค้าว่ากำลังกินยารักษาโรคอะไรไหม
  16. ถามลูกค้าว่าใช้เครื่องช่วยการเต้นของหัวใจไหม: ถ้าเป็นโรคนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์ด้วยและต้องปรึกษาหมอก่อน
  17. ถามลูกค้าว่ามีปัญหากับแผลเป็นไหม ถ้ามีแผลแล้วนานไหมกว่าจะหาย ถ้าเป็นแผลแล้วนานกว่าจะหาย ควรให้ลูกค้าปรึกษาหมอและต้องมีใบรับรองแพทย์ด้วย
  18. คุณใช้ยาเสพติดไหม: ติดบุหรี่ไหม, ติดเหล้าหรือเบียร์ไหม เพราะจะทำให้เลือดจางและไหลไม่หยุด โดยสาเหตุของการเลือดออกเยอะหรือออกไม่หยุดเป็นเพราะ 3 ปัญหา ดังนี้
    1. ผิวบางมาก
    2. ผิวหนังไม่เรียบเนียน
    3. มีแผลเป็น
  19. ถามลูกค้าว่าภายใน 14 วันนี้มีการผ่าตัดไหม ? หรือมีการฉายรังสีหรือทำเลเซอร์มาไหม ?
    1. ต้องมีใบรับรองแพทย์เพราะร่างกายลูกค้าตอนนี้จะอ่อนแอมาก
    2. ถ้ามีการผ่าตัดมา ยาชาจะทำให้เลือดออกไม่หยุดเวลาสัก ต้องรอหลัง 3 เดือนถึงจะได้สักค่ะ
    3. ถ้าเป็นโรคมะเร็งต้องทำการฉายรังสีก่อน ถ้าใครเพิ่งทำการฉายรังสีต้องรอหลัง 3 เดือนค่ะ
    4. ถ้าลูกค้ามีการฉีด Botox จะทำให้เวลาตึงผิวจะยาก ต้องรอ 2 อาทิตย์หรือ 1 เดือนถึงจะสักได้
    5. ถ้าลูกค้าฉีด filler ต้องรออย่างน้อย 1 เดือน เพราะการทำคิ้วลายเส้น (microblading) จะมีผลกระทบไม่ดีกับทรงคิ้วค่ะ
    6. สำหรับลูกค้าที่มีการแก้รอยสักเก่าโดยการทำเลเซอร์หรือน้ำยา ต้องรอหลัง 3 เดือนจึงจะทำได้

โรคทั้งหมดที่แจ้งนี้ต้องมีใบรับรองแพทย์และลูกค้าต้องเซ็นต์ใบสัญญาด้วยค่ะ

 

1.2 สุขอนามัยสำหรับลูกค้า / Client Hygiene

ขั้นตอนแรกในกระบวนการทำงาน

  • หลังการสัก 30 นาที ลูกค้าต้องทำการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมในการทำความสะอาดผิวโดยไม่ต้องตึงผิว
  • ลูกค้าต้องทำความสะอาดจนกว่าสีหรือน้ำเหลืองจะหมดไปหรือไม่ติดบนผลิตภัณฑ์ที่ทำความสะอาดแล้ว ซึ่งการทำเช่นนี้จะส่งผลให้น้ำเหลืองที่เกิดขึ้นถูกกำจัดไปเพื่อป้องกันการตกสะเก็ดที่ไม่พึงประสงค์
  • ในการทำความสะอาดผิว ลูกค้าต้องทำการใช้ครีมตามที่กำหนดโดยขึ้นอยู่กับประเภทของผิวและวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขา
  • ต้องทำความสะอาดซ้ำ 3-5 ครั้งต่อวัน และอาจใช้งานแอพพลิเคชันที่ใช้ในการเตือนลูกค้าให้ทำความสะอาดตรงตามเวลา

ในกรณีที่ทำการฝังสีหลังเวลาเที่ยงวันและลูกค้าไม่มีเวลามากพอในการทำความสะอาดผิวซ้ำๆ 3-5 ครั้งแล้ว อย่างน้อยก่อนที่ทำการเข้านอนและหลังจากที่ลูกค้าทำการล้างคิ้วของเค้าเป็นครั้งสุดท้าย ควรแนะนำให้ลูกค้าทาครีมตามคำแนะนำ จากนั้นลูกค้าต้องทำการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันฝุ่นละอองซับในส่วนที่ทำการสักแล้วทิ้งไว้ตลอดคืน

ภายหลังจากการทำการสักเป็นระยะเวลาหกวันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำการล้างส่วนที่ทำการฝังสีแล้ว เนื่องจากจะไม่มีน้ำเหลืองหลงเหลืออยู่ อย่างไรก็ตามก็จำเป็นที่จะต้องทำการทาครีมบำรุง 3-5 ครั้งทุกวัน และบริเวณคิ้วนั้นต้องแห้งอยู่เสมอในระหว่างการล้างหน้าและอาบน้ำ

ในกรณีที่ลูกค้ามีผิวมัน ควรทำความสะอาดและทาครีมเพียงวันแรกเท่านั้น และลูกค้านั้นไม่ควรทาครีมบำรุงใดๆ ในวันต่อๆ ไป

เนื่องจากความจริงที่ว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวนั้นจะป้องกันไม่ให้สีติดคงทน มันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผิวจะต้องมีการฟื้นฟูเป็นอย่างดี ซึ่งการที่จะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการนั้นลูกค้าจำเป็นที่จะต้องใช้งานเจลป้องกันแผลเป็นทั้งสิ้นเจ็ดวันหลังจากทำการฝังสี ทรีทเม้นท์คิ้ว ซึ่งวิธีการใช้งานเจลนี้จะอยู่บนผลิตภัณฑ์

ระหว่าง 7 วันแรกที่ทำการฝังสี ทรีทเม้นท์คิ้ว ให้ระวังเกี่ยวกับการใช้ครีมต่างๆ ยกเว้นครีมเพื่อการป้องกัน และไม่ควรทำการเมคอัพบริเวณคิ้ว รวมถึงระมัดระวังเกี่ยวกับการออกกำลังกายต่างๆ ซึ่งทำให้มีเหงื่อออกมากเกินไป การซาวน่า การนวดหน้า

 ภายหลังการสักในระยะเวลา 30 วันควรงดเว้นสิ่งต่างๆ ดังนี้

  • การอาบแดด
  • การทำเลเซอร์
  • การใช้เคมีในการขัด/ลอก ต่างๆ
  • การใช้กรดผลไม้
  • การกรอผิวการใช้ครีมที่เร่งการผลัดผิว

โดยลูกค้าต้องระวังการทำเลเซอร์บริเวณที่ทำการสักมาระหว่างช่วงฟื้นฟูผิว ซึ่งอาจส่งผลให้มีการทำลายเม็ดสีและเกิดแผลอักเสบ

 

1.3 สุขอนามัยของอาร์ตติส / Artist Hygiene

การปฏิบัติตัว

  • เตรียมถุงมือ ผ้าปิดปาก หมวกคลุมผมให้ลูกค้า
  • ใบมีดและอุปกรณ์ที่ทุกอย่างต้องผ่านการฆ่าเชื้อ หรือใช้งาน Phibrush (ชุดอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง) ให้กับลูกค้า
  • ทำความสะอาดบนใบหน้า เน้นบริเวณคิ้วโดยใช้นํ้ายาฆ่าเชื้อโรคสำหรับหน้า
    เครื่องมือต้องสะอาด ผ่านการ Sterilized
  • ใช้นํ้ากลั่น (Sterilized Water) เพื่อทำความสะอาดสีระหว่างทำการสัก หรือสามารถใช้นํ้ากลั่นผสมกับ Green Soap ในอัตราส่วน 1 ต่อ 20 นอกจากนี้ ควรให้ลูกค้าไปล้างมือก่อนเริ่มทำการสัก หรือ ล้างเช็ดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือ สเปรย์ฆ่าเชื้ออื่นๆ
  • เปลี่ยนถุงมือเมื่อสัมผัสวัสดุอื่น ๆควรเปลี่ยนถุงมือก่อนเริ่มสักใหม่ทุกครั้ง ต้องจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์สักให้พร้อม รวมถึงจัดเก้าอี้และเตียงให้พร้อมใช้งานได้เสมอ โดยห้ามแตะหรือจับวัสดุอื่นๆที่ไม่จำเป็นในเวลาที่ทำการสัก
  • ห้ามไม่ให้ลูกค้าแตะบนใบหน้าและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของคิ้ว


ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อหลังทำงานเสร็จ

สถานที่ทำงาน / Studio

  • ใช้ถุงขยะทางการแพทย์ (ถุงสีแดง)
  • กล่องทิ้งเข็มและของมีคม
  • ติดสติกเกอร์อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสัก
  • ใช้ผ้าปูที่นอนแบบใช้แล้วทิ้ง
  • อุปกรณ์ต่างๆ ควรหุ้มด้วยบลูฟิล์ม (Universal Barrier Film)
  • เสื้อและผ้าเซ็ดต้องซักหรืออบด้วยอุณหภูมิที่สูง 90 องศาเซลเซียส
  • ผ้าเช็ดมือในห้องนํ้าห้ามใช้ร่วมกัน ห้ามปูพรมในห้องน้ำ
  • ห้ามใช้ห้องสักร่วมกับห้องทำเล็บ ควรแยกไปอีกสถานที่หนึ่ง
  • มีน้ำยา หรือสเปย์สำหรับเช็ดล้างเครื่องมือหลังการทำงาน
  • คำแนะนำ : ควรเข้ารับการอบรมเรื่องสุขอนามัยทางการแพทย์ในเมืองที่คุณอาศัยอยู่

2. กระบวนการผิวเเละชั้นผิวหนัง

3. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการทำคิ้วลายเส้น

3.1 ทฤษฎีผิว

3.2 ปัจจัยในการติดทนของสี

  • ปัจจัยในการติดทนของสีนั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 ปัจจัยดังนี้
  • ปัจจัยภายนอก
  • ปัจจัยภายใน
  • ปัจจัยส่วนบุคคล

ปัจจัยภายนอก

สีที่ฝังนั้นจะติดกับเซลล์ผิวโดยตรงจนกว่าเซลล์จะถูกสร้างใหม่ โดยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ

  • ความเร็วของการฟื้นฟูผิว
  • ผลกระทบต่อผิวหน้า: เลเซอร์ เครื่องสำอางที่มีสารเคมี
  •  ใช้แป้งพัฟ มากเกินไป
  • แผลเป็น : แผลเป็นนูนและแผลเป็นเว้า
  • แสงแดด, แสงเทียม เลเซอร์

ปัจจัยภายใน

ผิวหน้าที่สีติดไม่ดี

  • หน้ามัน
  •  หน้าแห้ง
  • ผิวสะเก็ดเงิน
  • รูขุมขนกว้าง

บริเวณที่ไม่ควรทำ

  • เส้นเลือดฝอย
  • จุดด่างดำ
  • ไฝ
  • แผลเป็นจากสิวอักเสบ

ปัจจัยส่วนบุคคล

  •  ช่างสักไม่เป็นไปตามมาตรฐาน : มีการสักที่ตื้นเกินไปบนผิว
  •  ลูกค้าดูแลไม่ถูกต้องหลังการสักคิ้ว

ตามทฤษฎีแล้วการทำคิ้วลายเส้นสามารถอยู่ได้ 3-5 ปีแต่ผลกระทบขององค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้สีสามารถติดได้เพียงแค่ 1 ปี

ปกติแล้วผิวหนังของคนเรา ทุก 28 วันจะมีการผลัดเซลล์1 ครั้ง หมายความว่า จะมีหลุดหลอกของเซล์ออกไป แต่เมื่อ เราอายุมากขึ้น ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป การทำงานของ คอลลาเจน และ อีลาสตินก็จะน้อยลง ทำให้การหลุดลอกของเซล์ก็จะช้าลงไปด้วย เช่น เลื่อนเป็น 30 วัน 40 วัน บางคน ใช้เวลาถึง 60 วันเลยทีเดียว ทำให้เวลาที่เหมาะสม สำหรับการเติมคิ้ว อีกครั้งนึง อย่างน้อยต้อง 1 เดือนไปแล้ว

4. กลไกป้องกันร่างกาย (Mechanism of body defense)

4.1 กลไกไม่จำเพาะเจาะจง (nonspecific body defenses)

ระบบนี้ได้แก่  การป้องกันตัวเองแบบไม่จำกัด  เพื่อต่อต้านจุลินทรีย์ที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งได้แก่   ปัจจัยทางกล (mechanical factors) ปัจจัยทางเคมี (chemical factors)   สารต้านจุลินทรีย์ (antimicrobial substances)   เม็ดเลือดขาวที่เป็นตัวกลืนกิน (phagocytes)   การมีไข้    และการอักเสบ     ปัจจัยทางกลได้แก่ ผิวหนังและสิ่งขับออกของผิวหนัง และอวัยวะที่เกิดจากการเปลี่ยนไปเป็นส่วนปกคลุมของผิวหนังชั้นอีพิเดอร์มิส (modified epidermal covering)  เช่น   ขน   เกือก  กีบ  เขา  หรือแคลลัส(calluses) เป็นต้น หรือส่วนอื่น ๆ เช่น เยื่อเมือกถูกปกคลุมด้วยน้ำเมือกในระบบหายใจ หรือระบบย่อยอาหาร เป็นต้น   นอกจากนี้เหงื่อ   น้ำตา   น้ำลาย   ของเหลวในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการรวมกันระหว่างน้ำย่อยกับกรดเกลือ (gastric juice)  และน้ำปัสสาวะ  สิ่งเหล่านี้สามารถเจือจาง  ชะล้าง   และทำลายจุลินทรีย์และสารพิษได้   ปัจจัยทางเคมีและสารที่ต้านจุลินทรีย์ ได้แก่  กรดเกลือในกระเพาะอาหาร  และไลโซไซม์ในสิ่งขับออกของร่างกายหลายชนิด เช่น ในน้ำลายเป็นต้น หรืออินเตอร์เฟียรอน (interferon) และคอมพลีเมนท์ (complement) เป็นตัวป้องกันเซลล์ของร่างกายจากการเข้าทำลายของจุลินทรีย์  เป็นต้น  การมีไข้สามารถยับยั้งจุลินทรีย์ที่ไวต่ออุณหภูมิได้   และยังกระตุ้นกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกายด้วย   นอกจากนี้การอักเสบเฉพาะแห่งสามารถจำกัดการติดเชื้อให้อยู่ในวงจำกัดได้ และทำลายสารที่เป็นอันตรายได้


4.2 ระบบแมกโครฟาจ (macrophage system)

ระบบนี้ถูกเรียกว่า ระบบเรติคิโลเอนโดทีเลียม ( อาร์อีเอส ; RES) หรือ ระบบโมโนนิวเคลียร์ ฟาโกไซท์ (mononuclear phagocyte system) เป็นเครือข่ายของแมกโครฟาจ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำลายเม็ดเลือดแดง   เนื้อเยื่อที่ตายแล้วของร่างกาย    และทำลายจุลินทรีย์ที่แปลกปลอม ซึ่งได้แก่ แบคทีเรีย และปรสิตเป็นต้นหน้าที่ของแมกโครฟาจคือการกลืนกินสิ่งแปลกปลอม แมกโครฟาจมีต้นกำเนิดจากสเต็มเซลล์ (stem cells)   ในไขกระดูกที่มีพัฒนาการหลายขั้นตอน   และส่วนหนึ่งจะมีการพัฒนามาจากเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซท์  ในกรณีนี้จะเกิดได้มากเมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอม  หรือจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรค และปรสิต (รูปที่ 1)

รูปที่1 รูปจำลองจากคอมพิวเตอร์ของแมกโครฟาจเข้าโจมตีเซลล์มะเร็ง

M, macrophage:  CC, cancer cell:  R, red blood cell

ที่มา ; ดัดแปลงจาก http://www.sciencephoto.com/media/

5. ภูมิคุ้มกัน (Immunity)

5.1 ภูมิคุ้มกัน (Immunity)

ระบบนี้เป็นระบบที่ต่อต้านแอนตีเจน (antigent) ซึ่งจะเป็นระบบที่มีความเฉพาะ เจาะจง (specific immunity) ระบบนี้แยกเป็นหลายชนิดดังนี้ (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 แผนผังแสดงรูปแบบของภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ที่มา ; Martiny (2006)

5.2 ภูมิคุ้มกันอินเนท (innate immunity)

เป็นภูมิคุ้มกันที่มีมาโดยกำเนิด ในสัตว์ทั่วไปจึงมีความต้านทานโรคโดยธรรมชาติหลาย ๆ โรค ถ้าสัตว์อยู่ในสภาวะปรกติ ทั้ง ๆ ที่สภาวะแวดล้อมทั่วไปมีจุลินทรีย์มากมายที่ร่างกายสัตว์รับเข้าไป ตัวอย่างในกรณีนี้ เช่น ภูมิคุ้มกันเฉพาะชนิดของสัตว์ (specy immunity) ซึ่งภูมิคุมิกันในสัตว์ต่างชนิดกันมีไม่เหมือนกัน เช่น ไก่ไม่เป็นโรคบาดทะยัก    คนไม่เป็นโรคอหิวาต์สุกร    ยกเว้นเชื้อโรคบางโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ (zoonosis) เช่น  วัณโรคในโค   ไข้หวัดนก  และเยื่อหุมสมองอักเสบในสุกร  เป็นต้น


5.3ภูมิคุ้มกันแอกไควร์ (acquired immunity)

เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นภายหลังจากเกิด แยกเป็น 2 กรณี

ภูมิคุ้มกันแอกทีฟ แอกไควร์ (active acquired immunity)

เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง เนื่องจากการตอบสนองต่อแอนติเจน จึงมีการสร้างแอนตีบอดีขึ้นมา แอนตีบอดีหรือภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมาอาจเกิดจากการติดเชื้อโรคบางอย่างโดยธรรมชาติ (natural active acquire immunity)   เช่น   สุนัขถ้าได้รับเชื้อไข้หัดสุนัข (canine distemper)  จะสร้างภูมิคุ้มกันโรคนี้ถ้าสุนัขหายจากโรคจะมีภูมิคุ้มกันโรคนี้ตลอดไป  หรืออีกกรณีหนึ่งอาจเกิดจากการกระตุ้นโดยการรับแอนตีเจนที่เฉพาะเจาะจงและมีการควบคุมการเข้าสู่ร่างกาย (induce active acquire immunity) เช่น  การรับวัคซีนป้องกันโรค (vaccination) แล้วร่างกายจะตอบสนองโดยการสร้างภูมิกันต่อโรคนั้น ๆ ขึ้นมา ภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นให้ร่างกายสร้างขึ้นนี้แบ่งเป็น  2  แบบ ได้แก่ ภูมิคุ้มกันชนิดเซลล์แอกไควร์ (cellular acquire immunity) หรือเซลล์ มีเดียท (cell mediated immunity)    และชนิดภูมิคุ้มกันฮิวโมรอล (humoral acquire immunity)  ซึ่งเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับเลือดที่เกิดจากการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดที ลิมโฟไซท์หรือที เซลล์  ชนิดบี  ลิมโฟไซท์    และแมกโครฟาจให้มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้น

ภูมิคุ้มกันชนิดเซลล์ แอกไควร์

เกิดขึ้นเมื่อที ลิมโฟไซท์ (เป็นลิมโฟไซท์ที่สร้างจากสเต็ม เซลล์ในไขกระดูกและไปมีพัฒนาการในต่อมไทมัส  ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปสะสมตัวในเนื้อเยื่อน้ำเหลือง) ที่มาจากต่อมไทมัสถูกกระตุ้นโดยแอนตีเจน เมื่อที ลิมโฟไซท์ถูกกระตุ้นโดยแอนตีเจนที่เฉพาะเจาะจง จะเกิดการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เพื่อต่อต้านแอนตีเจนดังกล่าว ที เซลล์จะไม่รู้จักหรือมีปฏิกิริยากับแอนตีเจนอิสระที่อยู่ในเลือด แต่จะรู้จักกับแอนตีเจนที่ผิวหน้าของเซลล์ ทั้งแอนตีเจนที่เข้าทำลายเซลล์ เช่น การติดไวรัส และเซลล์ที่ถูกกลืนกินโดยแมกโครฟาจ    ชิ้นส่วนของแอนตีเจนดังกล่าวจะปรากฏที่ผิวหน้าของเซลล์ และมีปฏิกิริยากับที เซลล์อาจตอบสนองโดยตรงมาที่เซลล์ที่ถูกทำลาย หรืออาจสร้างสารลิมโฟไคเนส (lymphokines) ที่เป็นสารเพิ่มกำลัง  และทำงานร่วมกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ลิมโฟไคเนสสามารถกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของที เซลล์ที่ไวต่อการกระตุ้น และบี เซลล์ที่มีความเฉพาะเจาะจง และพัฒนาไปเป็นพลาสมา เซลล์ นอกจากนี้ลิมโฟไคเนสยังสามารถกระตุ้นแมกโครฟาจ ให้เคลื่อนย้ายและเพิ่มจำนวนในบริเวณที่มีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบ ที เซลล์จะถูกกระตุ้นให้สร้างออกมามาก     ในกรณีของแอนตีเจนที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง  เช่น  เชื้อรา   แบคทีเรียในสกุลบาซิลลัส (Bacillus spp.) บางชนิด แบคทีเรียในตระกูลบรูเซลลา (Brucella spp.) เซลล์มะเร็ง อวัยวะที่มีการปลูกถ่ายให้ร่างกาย หรือเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV) ในคนเป็นต้น    ปรกติที เซลล์จะมีความเฉพาะเจาะจงกับแอนตีเจน จึงมีแอนตีเจนน้อยมาก (อาจเป็นหนึ่งในพัน) ที่สามารถกระตุ้นให้ที เซลล์สร้างออกมาเป็นกล่มใหญ่และรู้จักกับแอนตีเจนหลายชนิด เนื่อง จากในกลุ่มของที เซลล์ดังกล่าวอาจมีชนิดย่อย (subtype) ซึ่งได้แก่

คิลเลอร์ ที เซลล์ หรือ ไซโตทอกซิก ที เซลล์ (killer T cells ; cytotoxic T cells) ทีเซลล์ชนิดนี้ จะรู้จักเซลล์เป้าหมายที่รับแอนตีเจนที่เฉพาะเจาะจง ที เซลล์จะจับกับเซลล์เป้าหมายและสร้างช่องว่างหรือกระทำต่อเยื่อหุ้มเซลล์เป้าหมายทำให้เซลล์แตกออกในที่สุด กระบวนการทำงานแบบนี้พบในการทำลายเซลล์มะเร็งของร่างกาย   และทำลายเซลล์ของร่างกายที่ติดเชื้อไวรัส (รูปที่ 3)

รูปที่ 3 รูปจากกล้องจุลทรรศน์อีเล็กตรอนแบบสแกนของคิลเลอร์ ที เซลล์ที่กำลังเข้าทำลายเซลล์มะเร็ง

ที่มา : http://www.sciencephoto.com/media/254388/enlarge

ซัพเพรสเซอร์ ที เซลล์ (suppressor T cells)  จะยับยั้งการสร้างแอนตีบอดีของพลาสมา เซลล์   และยับยั้งการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันหลายสัปดาห์  ภายหลังถูกกระตุ้นโดยแอนตีเจน

เฮลเปอร์ ที เซลล์ (helper T cell) ขยายการสร้างภูมิคุ้มกันที่สร้างโดยบี เซลล์ และสร้างสารชื่ออินเตอร์คูลิน 2 (interculin 2) ซึ่งกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของคิลเลอร์ ที เซลล์

เมมโมรี ที เซลล์ (memory T cells) เป็นที เซลล์ที่รู้จักและจำแอนตีเจนต้นกำเนิดที่เข้ามาทำลายร่างกายในภายหลังอีก ที เซลล์ชนิดนี้เมื่อถูกกระตุ้นจะสร้างภูมิคุ้มกันได้รวดเร็ว

นอร์มอล คิลเลอร์ เซลล์ หรือ เอ็นเค เซลล์ เซลล์ชนิดนี้ปรกติทำงานได้เอง โดยไม่ต้องอาศัยการกระตุ้นจากแอนตีเจน หรือลิมโฟไซท์ เซลล์ชนิดนี้จะทำลายแอนตีเจนหลายชนิด ได้แก่ เซลล์มะเร็ง ไวรัส และจุลินทรีย์ชนิดอื่น  ๆ    นอกจากนี้เอ็น เค เซลล์ยังสามารถสร้างอินเตอร์เฟียรอนที่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ด้วย  (รูปที่ 4)

รูปที่ 4  นอร์มอล คิลเลอร์ เซลล์ เข้าโจมตีเซลล์เนื้องอก

ที่มา ; http://www.georg-speyer-haus.de/agkoch/research/fig1.htm

ดีเลย์ ไฮเปอร์เซนซิติวิตี ที เซลล์ (delayed hypersensitivity T cells)  เซลล์ชนิดนี้จะสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการแพ้ของร่างกาย


5.4 ภูมิคุ้มกันพาสสีฟ แอกไควร์ (passive acquire immunity)

ภูมิคุ้มกันพาสสีฟ แอกไควร์ (passive acquire immunity)


เป็นภูมิคุ้มกันที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ร่างกายไม่ได้ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นเองอาจเป็นการรับภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติตัวอย่างของกรณีนี้ได้แก่ กรณีที่ลูกรับภูมิคุ้มกันบางอย่างจากแม่โดยธรรมชาติ (natural passive aquire immunity) เช่น ถ้าแม่สุกรมีภูมิคุ้มกันโรคอหิวาต์สุกรอยู่เมื่อลูกคลอดออกมาจะมีภูมิคุ้มกันโรคดังกล่าวอยู่ระยะหนึ่ง (ประมาณ 4-6 สัปดาห์) หรือในกรณีของเชื้อไมโคพลาสมาในสุกรก็เช่นเดียวกัน  หรืออีกกรณีหนึ่งเป็นการรับภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจงเข้าร่างกายโดยตรง โดยการฉีด (induce passiveaquire immunity) เช่น การฉีดแอนตีซีรัม หรือแอนตีบอดีที่ต่อต้านโรคไวรัสพิษสุนัขบ้าให้สัตว์หรือคนที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคนี้กัด หรือการฉีดแอนตีทอกซิน (antitoxin) ให้สัตว์เพื่อต่อต้านเชื้อบาดทะยักในสัตว์ที่รับเชื้อนี้ โดยทางบาดแผล เป็นต้น

ระบบภูมิคุ้มกันที่เฉพาะเจาะจงนี้เกิดจากการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดที ลิมโฟไซท์ หรือที เซลล์ (T lymphocyte ; T cell) ชนิดบี (B lymphocyte) และแมกโครฟาจให้มีการแบ่งตัวเพิ่มขึ้นปรกติแล้วลิมโฟไซท์สามารถเปลี่ยนรูปแบบของตัวเองไปเป็นลิมโฟไซท์ได้มากมายนับร้อยชนิดที่ไวต่อการกระตุ้น เพื่อตอบสนองต่อแอนตีเจนที่มีความเฉพาะเจาะจง โดยการสร้างสารอินเตอร์ลูคิน1 (interleu-kin 1) ไปทำลายแอนตีเจนจากจุลินทรีย์บางชนิด เช่น แบคทีเรีย เป็นต้น

แอนตีบอดีแยกเป็นหลายชนิด ได้แก่ ไอจีเอ (immunoglobulin A ; IgA) ไอจีดี (IgD) ไอจีอี (IgE) ไอจีจี (IgG) และไอจีเอ็ม (IgM) การแยกชนิดของแอนตีบอดีนั้นจะอาศัยโครงสร้างทางเคมี และองค์ประกอบอื่น  ๆ  ในการทำปฏิกิริยากับแอนตีเจนนั้น  ๆ  เป็นตัวแยก ประมาณสามในสี่ส่วนของแอนตีบอดีทั้งหมดเป็นชนิดไอจีจี

การทำงานของแอนตีบอดีจะจับแอนตีเจนเป็นแอนตีเจน-แอนตีบอดี คอมเพล็กซ์ (antigen-antibody complex) และทำลายแอนตีเจนในที่สุด กระบวนการทำลายแอนตีเจนของแอนตีบอดีเกิดได้7 วิธีการดังนี้

  1. นิวตรอลไลเซชัน (neutralization) วิธีการนี้แอนตีบอดีจะขัดขวางการเข้าจับกับตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงของเซลล์ของร่างกายของไวรัสหรือสารพิษจากแบคที่เรีย ทำให้เข้าทำลายเซลล์ไม่ได้
  2. พรีซิพิเตชัน และแอกกลูติเนชัน (precipitation and agglutination) ในกรณีนี้เกิดโดยโมเลกุลของแอนตีบอดีหนึ่งโมเลกุล สามารถจับกับโมเลกุลของแอนตีเจนได้หลายตำแหน่งและหลายโมเลกุล ทำให้แอนตีเจนหมดความสามารถในการละลายและเกิดรวมกลุ่มกัน ทำให้ทำลายเซลล์ของร่างกายไม่ได้ ส่วนแอกกลูติเนชันเป็นกระบวนการที่แอนติเจนบนผิวหน้าของเซลล์แปลกปลอมหรือไวรัสรวมกลุ่มกันทำให้เกิดการตกตะกอน ทำให้เข้าทำลายเซลล์ไม่ได้
  3. การกระตุ้นของคอมพลีเมนท์ (activation of complement) เป็นวิธีที่แอนตีบอตีจับกับแอนตีเจนและมีบางส่วนของแอนตีบอดีเปลี่ยนรูปร่าง และเปิดส่วนที่จับกับคอมพลีเมนท์โปรตีนและมีการกระตุ้นระบบคอมพลีเมนท์ให้ทำลายแอนตีเจน
  4. การชอบเซลล์กลืนกิน (attraction of phagocytes) แอนตีเจนที่จับกับแอนตีบอดี จะชอบเซลล์ที่ทำหน้าที่กลืนกิน เช่น อีโอซิโนฟิล นิวโตรฟิล และแมกโครฟาจ ทำให้เซลล์หรือสิ่งแปลกปลอมถูกทำลาย
  5. ออพโซไนเซชัน (opsonization) เป็นวิธีการที่เกิดเมื่อแบคทีเรียที่มีเปลือกหุ้มหรือแคปซูล หรืออาจมีเยื่อหุ้มเซลล์ที่มีลักษณะเป็นมัน เมื่อจับกับแอนตีบอดี และคอมพลีเมนท์แล้ว ทำให้เซลล์ที่ทหน้าที่กลืนกินโอบล้อม (engulf) ได้ง่ายขึ้นกว่าเยื่อหุ้มเซลล์แบคทีเรียแบบธรรมดาทั่วไป ทำให้ง่ายต่อกระบวนการกลืนกิน
  6. การกระตุ้นการอักเสบ (stimulation of inflamation) แอนตีบอดีทำให้เกิดการอักเสบเพื่อกระตุ้นเบโซฟิลและมาสท์ เซลล์
  7. การป้องกันการเกาะตัวของแบคทีเรียและไวรัส (prevention of bacterial and viral adhesion) แอนตีบอดีจะละลายปนอยู่กับน้ำลาย น้ำเมือก และชั้นที่ปกคลุมเยื่อบุของระบบบบหายใจทำให้แอนตีเจนสัมผัสและเข้าทำลายเซลล์ของร่างกายยากขึ้น

6. ทฤษฎีสี

6.1 หลักการสี

สีขั้นที่ 1: แม่สี หรือ สีปฐมภูมิ (Primary)


สีขั้นที่ 2: สีทุติยภูมิ (Secondary)


สีขั้นที่ 3: ผสมสี เป็นน้ำตาล (Tertiary)


6.2 แม่สี

แม่สี คือ สีที่นำมาผสมกันแล้วทำให้เกิดสีใหม่ ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากสีเดิม แม่สีมีอยู่ 3 ชนิดคือ

  1. แม่สีของแสง เกิดจากการหักเหของแสงผ่านแท่นแก้วปริซึมมี 3 สี คือ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน อยู่ในรูปของแสงรังสี
  2. ซึ่งเป็นพลังงานชนิดเดียวที่มีสี คุณสมบัติของแสงสามารถนำมาใช้ ในการถ่ายภาพ ภาพโทรทัศน์ การจัดแสงสี ในการแสดงต่าง ๆ เป็นต้น
  3. แม่สีวัตถุธาตุ เป็นสีที่ได้มาจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์โดยกระบวนการทางเคมี มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน แม่สีวัตถุธาตุเป็นแม่สีที่นำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ในวงการศิลปะ วงการอุตสาหกรรม

6.3 น้ำหนักของสี

น้ำหนักของสี หมายถึง ค่าความอ่อนแก่ หรือ ความสว่างและความมืด ของสีโดยแบ่งเป้น 2 ลักษณะคือ สีดำและสีขาว สีดำและสีขาวนั้นไม่ถือเป็นแม่สี

  1. สีแท้ถูกทำให้อ่อนลงโดยผสมสีขาว สีขาว เพิ่มความนวลให้ดูสว่างขึ้นเรียกว่า Tint
  2. สีแท้ถูกทำให้เข้มขึ้นโดยผสมสีดำ สีดำช่วยเพิ่มความเข้มของสี เผื่อให้เกิดเงา เรียกว่า Shade

6.4 ค่าความเป็นสีกลาง

ค่าความเป็นสีกลาง (Neutral) หมายถึง การทำให้สีแท้ที่มีความเข้มของสีนั้นหม่นลง โดยการผสมสีตรงข้าม เรียกว่า การเบรกสี เช่น สีแดงผสมกับสีเขียว หรือผสมด้วยสีที่เป็นกลาง เช่น สีเทา สีน้ำตาลอ่อน สีครีม และขาว เพื่อลดความสดของสีแท้ลง  สีกลางจะมีสองสี คือ 1. สีเทา และ 2. สีน้ำตาล


สีแดง + สีเหลือง + สีน้ำเงิน  อย่างละเท่ากัน จะได้สีเทา


สีแดง + สีเหลือง + สีน้ำเงิน อย่างละไม่เท่ากัน จะได้สีน้ำตาล

6.5 คุณลักษณะของสีน้ำตาล และ สีเทา

สีน้ำตาล เกิดจากสีตรงข้ามกันในวงจรสีผสมกัน ในอัตราส่วนที่ไม่เท่ากัน สีน้ำตาลมีคุณสมบัติสำคัญ คือ ใช้ผสมกับสีอื่นแล้วจะทำให้สีนั้น ๆ เข้มขึ้นโดยไม่เปลี่ยนแปลงค่าสี ถ้าผสมมาก ๆ เข้าก็จะกลายเป็นสีน้ำตาล

สีเทา เกิดจากสีทุกสี ๆ สีในวงจรสีผสมกัน ในอัตราส่วนเท่ากัน สีเทา มีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ ใช้ผสมกับสีอื่น ๆ แล้วจะทำให้ มืด หม่น ใช้ในส่วนที่เป็นเงา ซึ่งมีน้ำหนักอ่อนแก่ในระดับต่าง ๆ ถ้าผสมมาก ๆ เข้าจะกลายเป็นสีเทา

Intensity หมายถึง ความเข้ม แบ่งออกเป็น

  • ระดับอ่อน        Light = Blonde
  • ระดับกลาง       Medium = Brown
  • ระดับเข้ม         Dark = Brunette (สีดำ)

Temperature หมายถึง อุณหภูมิของสี แบ่งออกเป็นระดับโทน
  • Warm      = โทนอุ่น
  • Natural   = โทนกลาง
  • Cold        = โทนเย็น

6.6 ชนิดของสี

ชนิดของสีแบ่งออกเป็น

  1. Organic เป็นสีออร์แกนิค ได้จากพืช Vegetable เช่น สีส้มจากแคร์รอต สีเขียวจากใบเตย สีม่วงจากดอกอันชัน Food ใช้กับอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น เช่นการใช้สีส้มจากแคร์รอตใช้ผสมในเค้ก
  2. Synthetic เป็นสีที่มาจาก Lab เช่น มีการคิดค้นและเอา DNA ของสีมาสกัด และแยกส่วนที่ระคายเคืองหรือส่วนที่เป็นพิษออก และจะได้สีที่สดใสและเสถียรกว่ามากขึ้น แต่จัดอยู่ในกลุ่มออร์แกนิค
  3. Inorganic เป็นสีที่ได้จากแร่ เช่น ไอรอนออกไซด์ แร่ธาตุ เหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี

6.7 สีที่อยู่ในร่างกาย

  • เมลานิน (Melanin) ผลิตจาก เมลาโนไซด์ อยู่ตรงชั้นหนังกำพร้าชั้นเล็กสุด เวลาโดนแสง เช่น แดดก็จะทำให้ร่างกายกระตุ้นเซลล์นี้ และจะทำการผลิตเมลานิน จากนั้นจึงถูกผลัดเซลล์ขึ้นมาจากชั้นล่างสุดสู่ชั้นหนังกำพร้าชั้นบนสุดเพื่อป้องกันรังสีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สิ่งที่ทำให้เมลานินแต่ละคนต่างกันคือ สภาพอากาศ ยีนส์ ขนาดของเมลาโนไซด์
  • สีผิว มาจาก เลือดเฮโมโกบิน หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ เลือดแดง เลือดไหลเวียนมีออกซิเจนซึ่งให้สีแดง หลอดเลือดดำมีคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งให้สีเป็นสีน้ำเงิน
  • เคราติน เป็นเส้นใยผิวหนังชนิดหนึ่งที่อยู่ที่บริเวณหนังกำพร้าของคนเรา  อันเดอร์โทนผิว ให้สีเป็นสีเหลือง




7. การแก้ไขสี

7.1 การแก้ไขสี

สีตรงข้าม (Complementary Colour)

สีตรงข้าม หมายถึง สีที่อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกันในวงจรสี และมีการตัดกันอย่างเด่นชัดซึ่งจะทำให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน หากนำมาผสมกันจะได้สีกลาง ทั้งหมด (สีเทา)(สีน้ำตาล) ซึ่งมีทั้งหมด 6 คู่ได้แก่

  • สีเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วง
  • สีแดง ตรงข้ามกับ สีเขียว
  • สีน้ำเงิน ตรงข้ามกับ สีส้ม
  • สีเขียวเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วงแดง
  • สีส้มแดง ตรงข้ามกับ สีเขียวน้ำเงิน
  • สีม่วงน้ำเงิน ตรงข้ามกับ สีส้มเหลือง
8. หลักการออกแบบคิ้ว

8.1 หลักการออกแบบคิ้ว

9. โครงคิ้วในรูปแบบต่างๆ

9.1 Thai Shape


9.2 Korean Shape

9.3 European Shape


10. การขึ้นลวดลายงานคิ้ว

10.1 เส้นพื้นฐาน

 

 

10.2 การกำหนดช่องไฟ ระยะห่าง


 

 

10.3 ลักษณะของเส้นแบบต่าง ๆ










 
 
 
 
  
  
  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
11. การขึ้นหัวคิ้วแบบต่างๆ

11.1 Classic Style









11.2 Wink Style




11.3 Palm Style




11.4 Grass Style




11.5 Cross Style





 

12. การปฏิบัติบนคนจริง

12.1 ข้อปฏิบัติพื้นฐาน

  • กฎระเบียบ : มีความซื่อสัตย์และจริงใจกับลูกค้า
  • ให้คำแนะนำคร่าวๆเกี่ยวกับการสักคิ้วลายเส้นแก่ลูกค้า
  • ประเมินผิวของลูกค้าว่าเป็นผิวประเภทไหน และอาจเกิดปัญหาอะไรบ้าง เพื่อจะได้ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับเลือกสีที่จะสักได้อย่างถูกต้อง
  • ดูว่ารูปทรงคิ้วของลูกค้ามีความสมดุลหรือไม่ เป็นไปตามอัตราส่วนทองคำหรือไม่ โดยอธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่คุณสามารถปรับและแก้ไขให้แก่ลูกค้าของคุณได้ (คิ้วจะสวยตามอัตราส่วนทองคำและไม่ต้องแต่งหน้าทุกวัน)
  • อธิบายสั้นๆเกี่ยวกับกระบวนการหลังการสักและการดูแลรักษา
  • ก่อนทำการฝังสี ต้องให้คำแนะนำ ซักถามประวัติทางสุขภาพต่างๆ จนกระทั่งแน่ใจว่าสามารถทำการสักให้แก่ลูกค้าได้โดยไม่เป็นอันตราย
  • ให้ลูกค้าตรวจสอบและอธิบายใบสัญญาที่จะให้ลูกค้ายินยอม(เซ็นต์ชื่อ)เพื่อยืนยันข้อมูลที่ให้มา (Consent Form)
  • ลูกค้าต้องเตรียมพร้อมก่อนจะสัก

12.2 การเลือกสีที่ใช้ให้เหมาะสมกับผิวลูกค้า

  • ใช้สีตามรูปแบบ
  • ถ้าผิวขาวสามารถผสมเพิ่ม warm เวลาใช้ Brown 2 และ Brown 3
  • ผิวนํ้าตาลหรือผิวดำ คิ้วใหญ่ ใช้ Brown 2
  • ผมสีดำเส้นบางใช้ ½ Brown 1 +  ½ Brown 2
  • Brown 3 ใช้กับคิ้วผู้ชายหรือลูกค้าที่ชอบสีเข้ม

12.3 การใช้ยาชา

มี 2 แบบ

  • ยาชาครีม (ยาชาสำหรับผิวปกติ) : ทาทิ้งไว้ 30 นาที
  • ยาชาน้ำ (ผิวแผลเป็น) : ทาทิ้งไว้ 5 นาที

โดยต้องแยกใช้งาน คือ ห้ามใช้ยาชา 2 ตัวนี้ร่วมกัน

วิธีการทายาชา : สามารถใช้ได้ 2 ตัว หรือใช้เฉพาะยาชาสำหรับแผลเป็น

วิธีการที่ 1 ใช้ยาชาน้ำ

  • ทำการวาดทรงและกรอบคิ้วตามอัตราส่วน
  • วาดโครงรูปร่างภายในคิ้วคร่าวๆ
  • ทำการสักครั้งแรก
  • ใช้ยาชาน้ำอีกครั้ง จากนั้นรอ5นาที เช็ดออกและทำใหม่เพื่อให้เสร็จสมบูรณ์

วิธีการที่ 2 ใช้ทายาชาครีม

  • ทายาชาครีมและทิ้งไว้ 30 นาที
  • เช็ดออกและวาดกรอบคิ้วตามอัตราส่วน
  • วาดโครงรูปร่างภายในคิ้วคร่าวๆ
  • ทำการสักครั้งแรก
  • ทายาชาสำหรับผิวแผลเป็น รอ5นาที เช็ดออกและทำต่อให้เสร็จสมบูรณ์ ( ทายาชาแค่ครั้งเดียว )

ข้อดี : รูปร่างชัดเจน

ข้อเสีย : ใช้เวลานานในการวาดขอบคิ้ว ทำให้ยาชาหมดฤทธิ์ก่อนจะสัก

 

12.4 การเตรียมความพร้อมให้แก่ลูกค้าก่อนการสัก

เตรียมความพร้อม24 ชั่วโมงก่อนสัก

  • ห้ามกินกาแฟ
  • ห้ามดื่มแอลกอฮอล์
  • ห้ามใช้ยากระตุ้น, ยาเสพติด
  • ห้ามรับประทานยาที่ทำให้ส่วนผสมของเลือดลดลง (เช่นยาปวดหัว ไข้หวัดใหญ่)

 

12.5 ขั้นตอนการทำคิ้วลายเส้น

  • แนะนำลูกค้าในการเซ็นสัญญา
  • สอบถามลูกค้าเสมอว่า ชอบสีอะไร รูปร่างยังไง ก่อนลงมือสัก
  • เลือกสีที่เหมาะสมกับลูกค้า
  • วาดขอบทรงคิ้ว ให้ลูกค้าดู จากนั้นกันขนคิ้วส่วนเกินที่อยู่นอกขอบออก
  • ในกรณีไม่ใช้ยาชาครีม : ใน 15 นาทีแรกจะรู้สึกแสบๆนิดหนึ่งเพราะสักบนคิ้วโดยตรง หลังจากนั้นทายาชาอีกรอบจะไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว
  • ต้องทำการสักให้ตรงกับที่ออกแบบไว้เบื้องต้น
  • ต้องสักให้มีความลึกพอสมควร เพราะสีจะอยู่ได้นาน
  • แต่ถ้าสักลึกเกินไปจะทาให้สีจางเร็ว
  • ในการสักครั้งแรกต้องพยายามลากเส้นให้เท่ากันทั่วทั้งผิว (ลงมือเบาๆ) เพื่อเป็นเสมือนการเปิดผิวและเตรียมพร้อมผิวให้สามารถรับสีได้ดี
  • เมื่อสักซ้ำอีกรอบเพียงเพื่อมีดลงในร่องแล้วลากเบาๆ
  • บริเวณตรงหางคิ้วตั้งแต่จุด 2-3 : อย่าลงน้ำหนักมือแรง เวลาลากเส้นตอนแรกใช้สีเพียงนิดเดียวและลากเส้นตามขอบเบาๆ รวมถึงดึงหนังผิวให้ตึงตลอดระยะเวลาที่ทำการสัก

 

12.6 การเขียนใบสัญญาในการทำคิ้วลายเส้น

  • ต้องปรึกษาและขอคำแนะนำจากคุณหมอในกรณีลูกค้าที่มีโรคระบุในรายการ
  • ต้องเป็นไปตามกฎหมายด้านความปลอดภัยของประเทศนั้นๆ
  • ในสีสักทั่วไปจะมีอนินทรีย์ ซึ่งเวลาสักจะมีผลข้างเคียงต่อผิว จึงควรอธิบายและระบุสีที่ใช้งานให้ชัดเจน


เนื่องจากการสักนั้นเป็นนำวัตถุแปลกปลอม (เม็ดสี) ไว้ใต้ผิวหนัง เพราะฉะนั้นลูกค้าต้องยอมรับข้อตกลงเมื่อเกิดผลข้างเคียงที่เป็นไปได้ในส่วนของผลลัพธ์ในการสัก

13. การดูแลหลังการสักคิ้วลายเส้น

13. การดูแลหลังการสักคิ้วลายเส้น

  • หลังการสัก 30 นาทีต้องล้างเบาๆบริเวณขนคิ้ว ซับน้ำและภายใน 7 วันแรก ต้องทาผลิตภัณฑ์ดูแลหลังสัก 3 ครั้งต่อวัน และในระยะสัปดาห์แรก (ทาตั้งแต่วันแรก จนคิ้วลอกหมด)
  • สิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างแรกเลย คือ ห้ามโดนน้ำและเหงื่อ เพราะแผลจะยังไม่แห้ง ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่แผลหรือบริเวณที่ทำการสักได้ รวมถึงจะทำให้ผิวแห้งตึงและลอกก่อนกำหนด ซึ่งทำให้สีลอกออกไปด้วย วิธีปฏิบัติที่ดี คือ เวลาล้างหน้าให้ใช้หมวกอาบน้ำปิดมาถึงสันจมูกเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำโดนคิ้ว และถ้าเหงื่อออกควรใช้กระดาษทิชชู่หรือผ้าเช็ดหน้าซับออกอย่างระมัดระวัง
  • อย่างที่สาม คือ ห้ามเขียนคิ้วทับจนกว่าจะลอกเพราะจะทำให้อุดตันในร่องเส้น อย่าลืมว่าเช็ดล้างไม่ได้
  • เมื่อแผลตกสะเก็ด ห้ามแกะ ห้ามเกาเด็ดขาดเพราะจะทำให้สีหลุดออกก่อนกำหนด และอาจเกิดแผลใหม่ หรืออาจเป็นแผลเป็นได้ ควรจะตัดสะเก็ดที่อ้าออกเพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนของสีที่ยังไม่ฝังลงผิวหลุดไปด้วย
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy